บทความที่ได้รับความนิยม

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

วันเกิด "เหรียญ 2 บาท"


วันเกิด "เหรียญ 2 บาท"
โดย ดร. คณิศ แสงสุพรรณ ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3727 (2927)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราช ทานบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์บนเหรียญ 2 บาท เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2548 และกระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์จะได้นำออกสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในวันที่ 26 กันยายน 2548 ซึ่งถือเป็นวันเกิดของเหรียญ 2 บาท ที่จะอยู่กันต่อไปอีกนาน
ทำไมต้องมีเหรียญ 2 บาท
มีน้อยคนที่จะทราบว่าขณะนี้มีเหรียญ 1 บาทหมุนเวียนอยู่ในระบบเป็นจำนวนร้อยละ 58 ของเหรียญทั้งหมด คือมีเหรียญบาทจำนวน 7 ล้านเหรียญ และมากกว่าเหรียญที่เหลือ (สลึง-สองสลึง-ห้าบาท-สิบบาท) รวมกัน หากปล่อยต่อไปก็จะต้องผลิตเหรียญบาทเป็นจำนวนมาก และเมื่อไม่เพียงพอก็จะมีปัญหาเหรียญขาดตลาดได้
สาเหตุมีการใช้เหรียญบาทมากก็เพราะว่า
1.ส่วนต่างของมูลค่าระหว่างเหรียญ 1 บาท และ 5 บาทนั้น ห่างกันมากเกินไป คือห่างกัน 5 เท่า ในขณะที่ส่วนต่างของเหรียญอื่นๆ มีเพียง 2 เท่า เช่น จากสลึง เป็น 2 สลึง จาก 2 สลึง เป็น 1 บาท และจาก 5 บาท เป็น 10 บาท ส่วนต่าง 5 เท่าระหว่าง 1 บาท และ 5 บาทนั้น ทำให้เหรียญ 1 บาทมีความต้องการมาก และต้องทำงานมากเกินไป คือเหรียญบาทต้องทำหน้าที่ในการรับ-จ่ายในช่วง 1 ถึง 4 บาท
2.เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวปริมาณการใช้เหรียญมากขึ้น โดยความต้องการเหรียญบาทเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่าเหรียญอื่นๆ (ดูตารางที่ 1)
ดังนั้น เหรียญ 2 บาทจึงมีความจำเป็นในฐานะที่เป็นเหรียญคั่นกลางระหว่างเหรียญ 1 บาท และ 5 บาท ทอนให้ส่วนต่างเดิม 5 เท่านั้นลดลง เมื่อมีเหรียญ 2 บาทแล้ว เหรียญ 1 บาทจะใช้ซื้อหรือรับทอนในมูลค่า 1 ถึง 2 บาท และเหรียญ 2 บาท จะช่วยทำหน้าที่ในช่วง 2-4 บาท ทั้งนี้ประมาณว่าความต้องการเหรียญบาทจะลดลงประมาณร้อยละ 30
ที่จริงเรื่องการรักษาช่วงห่างระหว่างเหรียญ 2 เท่าตลอดอนุกรมของเหรียญนั้นเป็นเรื่องที่ทำกันโดยทั่วไป จึงอาจกล่าวได้ว่าเหรียญ 2 บาททำให้มีเหรียญกษาปณ์ของประเทศไทยครบอนุกรม ซึ่งท่านที่เดินทางบ่อยๆ จะพบว่าเหรียญของประเทศอื่นๆ นั้นมักจะมีครบอนุกรม
หากจะมีข้อยกเว้นก็เห็นจะเป็นระบบเหรียญของญี่ปุ่นที่พ่อบ้านแม่บ้านต้องมีกระเป๋าสำหรับเหรียญเพราะภาษีสินค้าและบริการไม่รวมอยู่
ในราคาป้ายทำให้ต้องมีราคาเป็นเศษสตางค์
สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้ต้องผลิตเหรียญบาทมากขึ้นตลอดเวลาคือ พฤติกรรม ของเราที่-รับทอนเหรียญบาท แต่ไม่ชอบพก ชอบเก็บไว้ที่บ้านคือเมื่อได้รับเงินทอนเป็นเหรียญบาทก็จะเก็บใส่ตะกร้าเหรียญไว้ที่บ้าน แต่คัดเอาเฉพาะเหรียญ 5 บาท และ 10 บาทมาใช้ โดยพฤติกรรมของคนไทยไม่ค่อยพกเหรียญราคาถูก (สลึง-สองสลึง-หนึ่งบาท) เพราะหนักและไม่ชอบพกกระเป๋าเศษสตางค์นี้
เชื่อหรือไม่ว่าจากการสำรวจคนในกรุงเทพฯและ ปริมณฑล พบว่าผู้ชายมีเหรียญเก็บไว้ที่บ้านไม่ได้ใช้ร้อยละ 12.4 เฉลี่ยคนละประมาณ 342.43 บาท ส่วนผู้หญิงพอจะพกเหรียญบ้างแต่ก็ยังมีประมาณร้อยละ 7.7 ที่ยังมีเหรียญเก็บไว้ที่บ้าน เฉลี่ย 137.54 บาท/คน หวังว่าเหรียญ 2 บาทจะถูกคัดขึ้นมาใช้เช่นเดียวกับเหรียญ 5 บาท และเหรียญ 10 บาท
กว่าจะมาเป็นเหรียญ 2 บาท
มีผู้ที่หวังดีเตือนกระทรวงการคลังเสมอว่า ให้ระวังอย่าให้มูลค่าโลหะที่ใช้ทำเหรียญ (นิเกิลผสมทองแดง) สูงกว่าราคาหน้าเหรียญ โดยเฉพาะเมื่อราคาสินแร่เหล่านั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามราคาน้ำมัน ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญการผลิตเหรียญทั่วโลกจึงได้พยายามหาวิธีลดมูลค่าโลหะในเหรียญ แต่ให้มีรูปลักษณ์ของเหรียญเหมือนเดิม วิธีที่ได้รับความนิยมคือ ทำเหรียญที่มีไส้เป็นเหล็ก และหุ้มหนาด้วย นิเกิล โดยดูจากภายนอกจะมีรูปลักษณ์ มีความคงทน และระยะเวลาการใช้งานเท่าเดิม (ทั้งนี้เหรียญเดิมที่ไม่มีไส้ เมื่อใช้งานไประยะหนึ่งเมื่อตัวปั๊มนูนเริ่มไม่ชัดก็ต้องเปลี่ยนใหม่อยู่ดี)
เหรียญ 2 บาทที่ออกใหม่จึงเป็นเหรียญเคลือบหนา และก่อนจะตัดสินใจใช้ ได้นำเหรียญชนิดนี้ให้ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NECTEC) ไปทดสอบความคงทน ซึ่งผลออกมาว่าเหรียญที่ใช้เทคโนโลยีชุบเคลือบ 1 ชั้นเช่นเหรียญ 2 บาทนี้จะใช้ได้นานกว่า 20 ปี
รูปแบบของเหรียญ 2 บาทจะใหญ่และหนากว่าเหรียญบาท และสังเกตได้ง่าย ผู้ออกแบบด้านหน้าคือกลุ่มวิจัย สำนักกษาปณ์ ภายใต้การดูแลของผู้อำนวยการสำนักกษาปณ์ คุณจารุวรรณ และผู้ออกแบบด้านหลังคือ นายไชยยศ สุนทราภา นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมปรมาณู Nuclear Science and Engineering Department คณะวิศวกรรมศาสตร์ School of Engineering สถาบันเทคโนโลยีแห่งมลรัฐแมสซาชูเสตส์ Massachusetts Institute of Technology นอกจากนั้นยังได้ทำเครื่องหมายไว้ที่ขอบเหรียญ ซึ่งเรียกได้ว่าผู้พิการทางสายตาสามารถสัมผัสแยกแยะได้ จึงเชื่อได้ว่าทุกคนสามารถแยกแยะได้ง่ายไม่มีปัญหาในการใช้
เหรียญ 2 บาทจะไม่ทำให้เกิดการขึ้นของราคาสินค้า
ข้อกังวลว่า เมื่อมีเหรียญ 2 บาทแล้วราคาสินค้าจะขึ้นไปอีกนั้นจะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่ได้ยกเลิกเหรียญ 1 บาทแต่อย่างใด หน่วยการนับราคาไม่ได้หายไปไหน ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งสลึง หนึ่งบาท ยังอยู่เหมือนเดิม ดังนั้นหน่วยนับที่เป็นบาทก็ยังเหมือนเดิม จากการศึกษาพบว่าเมื่อครั้งนำธนบัตรฉบับละ 50 บาทออกมาคั่นกลางการใช้ธนบัตรฉบับละ 20 บาท และธนบัตรฉบับละ 100 บาท พบว่าการออกธนบัตรฉบับละ 50 บาทมิได้ส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อแต่อย่างใด โดยระดับเงินเฟ้อเฉลี่ย 2 ปีหลังจากการนำธนบัตรฉบับละ 50 บาทออกมาใช้อยู่ที่ระดับร้อยละ 2.2 ต่ำกว่าระดับเงินเฟ้อเฉลี่ย 3 ปีก่อนนำธนบัตรฉบับละ 50 บาทออกมาใช้ที่ระดับร้อยละ 3.3

ราคาทองและเงิน ในตลาดล่วงหน้า

ในปัจจุบันค่าโลหะเงินทอง ขึ้นพรวดพราด คนที่ซื้อเหรียญกษาปณ์ที่ระลึดกไว้ตอนนี้กำไรถ้วนหน้า เพราะว่าแค่คิดเฉพาะค่าเนื้อโลหะตามน้ำหนักก็แพงกว่าราคาหน้าเหรียญแล้ว
ราคาทองและเงิน ในตลาดล่วงหน้า ณ วันที่ 15/4/54 เวลา 22.00 น.
การคำนวณ ราคาทอง
ราคาทองเป็นดอล X อัตราแลกเปลี่ยน x 0.473
เช่น ราคาทอง 1482.40 ดอล x 30.145 x 0.473 = 21,236 บาท 
สรุป ตอนนี้ทองบาทละ 21,236 ดอล ใกล้เคียงกับระบบที่คำนวณไว้ที่ 21,161 บาทต่อทองหนึ่งบาท

การคำนวณ ราคาเงิน
ราคาเงินเป็นดอล X อัตราแลกเปลี่ยน x 0.473
เช่น ราคาเงิน 42.53 ดอล x 30.145 x 0.473 = 606.5 บาท 
สรุป ตอนนี้เงินบาทละ 606.5 ดอล ( เงิน 1 บาท มีน้ำหนักประมาณ 15.244 กรัม) ดังนั้นเงิน 1 กรัมราคา 39.78

หมายเหตุ: น้ำหนักเงิน 1 บาท กับ สูตรที่คิดขึ้นมาเป็นการประมาณการคร่าวๆครับ ใครทราบข้อมูลจริงรบกวนแจ้งไว้ละกันครับ 

ตอนนี้เหรียญทองคำ 80 ปีในหลวง ในปี 2550 หน้าเหรียญ 16000 บาท น้ำหนัก 15 กรัม 99 % ตอนนี้ราคาเนื้อทองคำก็ประมาณ ( 21161/15.2 ) x 15 เท่ากับมากว่า 20882 ตามคำนวณเล็กน้อยเพราะว่ามัน 99%
ตอนนั้นผมจองไปเยอะ เพราะทองบาทละ 12000 บาท เหรียญทองออกมา หน้าเหรียญ 16000 บาท ซื้อไว้ ถ้าราคาทองไม่วิ่ง ก็เอาไปแลกคืน แต่ตอนนั้นทองมันกำลังวิ่งพอดี ตอนเหรียญจ่ายออกมาทองไป 15000 ได้แล้ว กำไรแบบไม่มีความเสี่ยง 

อีกเหรียญที่ผมเก็งไว้คือเหรียญเงิน ในรุ่นเดียวกัน เนื้อเงิน 22 กรัม ราคาหน้าเหรียญ 800 บาท ตอนนี้ราคาเนื้อเงินประมาณ 39.78x 22 ก็ประมาณ 875 บาท แล้ว ถ้ากรมมีของปล่อยออกมา ใครไม่เก็บก็โง่มากครับ แนวโน้มราคาเนื้อเงินวิ่งเร็วมากๆ รู้สึกว่าของพิ่งหมดไปไม่นานนี้เองมั้งครับ 
ตอนปี 50 เนื้อเงินอยู่ที่ประมาณ 10 กว่าดอลเอง ตอนนี้ 42 ดอลแล้ว ขึ้นมา 4 เท่า 

ผมรออยู่ครับว่า เมื่อไหร่กรมจะออกเหรียญในหลวงแบบทองคำที่ไม่ขัดเงาออกมาแบบแจ่มๆสักรุ่น ในเร็วนี้จะกวาดให้หมด แบบว่าขายบ้านซื้อ

หวังว่าสมาชิกจะได้แนวทางการลงทุนในเหรียญโลหะมีค่า โดยจำกัดความเสี่ยงตามแนวคิดข้างต้นนะครับ 
จริงแล้วผมมีเหรียญเงินดังกล่าวอยู่ 20 กว่าเหรียญ อยากปล่อยเหมือนกันครับ ถ้าได้ราคาที่เหมาะสม จะเอาเงินไปเล่นหุ้นอะ 

ข้อมูลราคาทองคำและเงิน 
http://www.goldhips.com/ 

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เหรียญกษาปณ์ในรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2455-2468


เหรียญกษาปณ์ในรัชกาลที่ 6  พ.ศ.2455-2468
1 สตางค์ 
 ร.ศ.130==1000=30ล้านเหรียญ
 พ.ศ.2456 =200
พ.ศ.2457==200=10ล้านเหรียญ
พ.ศ.2458=200
พ.ศ.2461 มี2 รุ่น=200=4ล้านเหรียญ, 10ล้านเหรียญ
พ.ศ.2462มี 3 รุ่น=200
พ.ศ.2463=200
พ.ศ.2464=200=5ล้านเหรียญ
พ.ศ.2466=200=3ล้านเหรียญ
พ.ศ.2467=200
5 สตางค์ 
 ร.ศ.131=1000
 พ.ศ.2456 ==200=2ล้านเหรียญ
พ.ศ.2457=200
พ.ศ.2461=200
พ.ศ.2462มี 2 รุ่น==200=2ล้านเหรียญ, 2.1ล้านเหรียญ
พ.ศ.2463=200=8ล้านเหรียญ
พ.ศ.2464=200=13ล้านเหรียญ
10 สตางค์ 
 ร.ศ.130=1000
ร.ศ.131=1000
 พ.ศ.2456 =200
พ.ศ.2457=200
พ.ศ.2461 มี2 รุ่น=200
พ.ศ.2462มี 3 รุ่น=200=0.7ล้านเหรียญ,7ล้านเหรียญ
พ.ศ.2463=200=5ล้านเหรียญ
พ.ศ.2464=200=21ล้านเหรียญ
พ.ศ.2466=200
พ.ศ.2467=200
1 สลึง (25 สตางค์) 
พ.ศ.2458==2.04ล้านเหรียญ==800
พ.ศ.2460==1.1ล้านเหรียญ==800
พ.ศ.2461==2.17ล้านเหรียญ==800
พ.ศ.2462มี2รุ่น==7.86ล้านเหรียญ==800
พ.ศ.2467==2.1ล้านเหรียญ==800
พ.ศ.2468==800
2 สลึง (50 สตางค์) 
พ.ศ.2458==2.7ล้านเหรียญ==800
พ.ศ.2462มี2รุ่น==3.23ล้านเหรียญ==800
พ.ศ.2463==7.997ล้านเหรียญ==800
พ.ศ.2464==800
1 บาท 
พ.ศ.2456==2.6ล้านเหรียญ==1000
พ.ศ.2457==0.49ล้านเหรียญ==1000
พ.ศ.2458==5ล้านเหรียญ==1000
พ.ศ.2459==9.08ล้านเหรียญ==1000
พ.ศ.2460==14.34ล้านเหรียญ==1000
พ.ศ.2461==3.84ล้านเหรียญ==1000
ทองคำ  
1 สตางค์  พ.ศ.2456=
5 สตางค์  พ.ศ.2456=
10 สตางค์ พ.ศ.2456=

เหรียญกษาปณ์ในรัชกาลที่ 8 พ.ศ.2478-2489


เหรียญกษาปณ์ในรัชกาลที่  8        พ.ศ.2478-2489
½ สตางค์
พ.ศ.2480=200=12ล้านเหรียญ
1 สตางค์ 
พ.ศ.2478=200=12ล้านเหรียญ
พ.ศ.2480=200=9ล้านเหรียญ
พ.ศ.2482=200
พ.ศ.2484=200=23ล้านเหรียญ
พ.ศ.2485=200
พ.ศ.2487=200=11.9ล้านเหรียญ
5 สตางค์ 
พ.ศ.2478=200=10ล้านเหรียญ
พ.ศ.2480=200
พ.ศ.2484=300=1.88ล้านเหรียญ
พ.ศ.2485=200=2.4ล้านเหรียญ
พ.ศ.2487=200=3ล้านเหรียญ
พ.ศ.2488=100
10 สตางค์ 
พ.ศ.2478=200=5ล้านเหรียญ
พ.ศ.2480=200
พ.ศ.2484=200=3ล้านเหรียญ
พ.ศ.2485=200=1.8ล้านเหรียญ
พ.ศ.2487=200=1.6ล้านเหรียญ
พ.ศ.2488=100
20 สตางค์ 
พ.ศ.2485=700=3ล้านเหรียญ
พ.ศ.2488=300=4.6ล้านเหรียญ
5,10,25,50 สตางค์ (เศียรโต)
พ.ศ.2489=200=4.1ล้านเหรียญ ,500=13ล้านเหรียญ,
 1500=8.5ล้านเหรียญ,12,000=2.7ล้านเหรียญ
5,10,25,50 สตางค์  (เศียรเล็ก)
พ.ศ.2489==50 ,100, 50,200

เหรียญกษาปณ์ในรัชกาลที่ 7 พ.ศ.2469-2472


เหรียญกษาปณ์ในรัชกาลที่ 7  พ.ศ.2469-2472
1 สตางค์ 
พ.ศ.2469=200=20ล้านเหรียญ
พ.ศ.2470=200=30ล้านเหรียญ
พ.ศ.2472=200=50ล้านเหรียญ
5 สตางค์ 
พ.ศ.2469=200=20ล้านเหรียญ
25 สตางค์ 
พ.ศ.2472=1200=17ล้านเหรียญ
50 สตางค์ 
พ.ศ.2472=2000

เหรียญกษาปณ์และเหรียญที่ระลึกปลอม


หรียญกษาปณ์และเหรียญที่ระลึกปลอม
เหรียญกษาปณ์และเหรียญที่ระลึกที่เป็นเหรียญโบราณในประวัติศาสตร์ของไทยมีปลอมเกือบทุกรายการ จะขอยกไว้ ดังนี้
-ร.4 ที่พบปลอมมากๆมาตั้งแต่รัชสมัยของพระองค์แล้ว คือ เหรียญดีบุกราคาโสฬส และอัฐ เพราะเป็นเหรียญที่มีการหมุนเวียนใช้จ่ายผ่านมือคนระดับล่างๆที่ค่อนข้างยากจน แต่ที่พบปลอมมากในปัจจุบันก็จะเป็นรุ่นที่หายากๆทั้งหลาย โดยเฉพาะเหรียญเถาพระมหาพิชัยมงกุฎ ชนิดกึ่งตำลึง กึ่งบาท ตำลึง(แต้เม้ง) สองไพ ชนิดอื่นพบปลอมน้อย
-ร.5 พบปลอมทุกชนิดรายการโดยเฉพาะเหรียญในความใฝ่ฝันของนักสะสม เซียนพระ นักเลงของเก่า ฯลฯ เพราะพระบารมีล้นเกล้าของพระองค์ท่าน แน่นอนเหรียญนั้นคือ เหรียญปราบฮ่อ(เป็นเหรียญราชอิสริยาภรณ์พระราชทานแก่เจ้านายเชื้อพระวงศ์ นายทหาร และทหาร ที่ร่วมรบในสงครามปราบฮ่อทั้ง 3 ครั้ง มีเฉพาะเนื้อโลหะเงินเท่านั้นมี 3 ชั้น พระราชทาน 3 ครั้ง รายละเอียดท่านโปรดอ่านเพิ่มเติมจากหอสมุดนะครับ) เหรียญบาท ร.ศ.127 เฉลิมรัชมงคลาภิเษก ปีที่ 41 ในราชสมบัติ ตราไอยราพต เรียกง่ายว่า "เหรียญหนวด" ที่เหลือรายการอื่นปลอมเยอะมากๆ
-ร.6 พบปลอมพวกเหรียญสลึง สองสลึง ชนิดมีจุดทั้งสองชนิดราคา เหรียญบาท พ.ศ.2461 สตางค์รูชนิดราคา 1 สตางค์ พ.ศ.2464(หายากที่สุดของชุดสตางค์แดง) และเหรียญที่กำลังเป็นประเด็นคือ 10 สตางค์ พ.ศ.2466 และ พ.ศ.2467 รายละเอียดตามที่ผมกล่าวไว้แล้วนะครับ
-ร.7 ยังไม่ปรากฏ
-ร.8 พบเหรียญดีบุกชนิดราคา 50 สตางค์ พระเศียรโต และเหรียญรูชนิดราคา 20 สตางค์ พ.ศ.2485(เหรียญเงิน)

ของสะสม


"ของสะสม" จัดเป็นงานอดิเรกที่มีคุณค่าทางจิตใจเมื่อเก็บไว้ และยังเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ราคาไม่มีวันตก ยิ่งของสะสม ทำเงิน "ยอดฮิต"
ลงทุนใน "ของสะสม" ฟังดูอาจเป็นทางเลือกที่ไม่คุ้นเคย ต่างจากการลงทุนทั่วๆ ไป แต่เป็นสินทรัพย์ลงทุนที่น่าสนใจในแง่ของคุณค่าทาง "จิตใจ" ตามมาด้วยมูลค่าผลตอบแทนที่ "คุ้มค่า" หากรู้จักและศึกษาอย่างจริงจัง
มีคนลองเปรียบเทียบให้ฟังว่า ..ระหว่างลงทุน "ซื้อทองคำแท่ง" 1 บาท กับ เหรียญกษาปณ์ 1 บาท เมื่อเวลาผ่านไปเท่ากันๆ "มูลค่า" ของเหรียญกษาปณ์(บางรุ่น) กลับให้ผลตอบแทนที่ "มากกว่า" หลายเท่าตัว ทีเดียว !!!
แต่ก็คนจำนวนมาก ไม่รู้คุณค่าของสิ่งสะสมที่ตัวเองมีอยู่ จากที่คนรุ่นก่อนๆ ทิ้งเอาไว้ให้ อาจเพราะไม่เคยมีความรู้ หรือให้ความสนใจมาก่อน
มีเรื่องเล่าสนุกๆ ของครอบครัวหนึ่ง ที่พบว่า ของสะสมที่คุณพ่อผู้เสียชีวิต เก็บไว้ในหมอน คือ ธนบัตรเก่าๆ ที่มีคำว่า "สยามรัฐ" พิมพ์อยู่ คนในบ้านเข้าใจว่า เป็นแบงก์กงเต็ก เกือบจะนำไปทิ้ง แต่เมื่อนำไปให้ผู้รู้ดูและนำไปประมูล กลับพบว่า มีมูลค่า "กว่า 2 แสนบาท" !!
ใครจะรู้ว่า "รูปภาพ" หรือ "ภาพถ่าย" สมัยปู่ย่าตายาย แขวนไว้ที่ฝาบ้าน วันหนึ่งจะมีมูลค่ากว่า "แปดหมื่นบาท"
"
แสตมป์บางรุ่น" เป็นที่ต้องการของต่างประเทศ ซึ่งเก็บอยู่ในกล่องขนมปังเก่าๆ ในบ้าน แต่ไม่มีใครรู้คุณค่า....
เมื่อเวลาผ่านไป กลับมีมูลค่ามหาศาลขึ้นมาในพริบตา!!
เรื่องราวเช่นนี้ ยังมีอีกมากมาย และพบเห็นได้ทุกวัน ..
"
ของสะสม" เปรียบได้กับการลงทุนใน "ที่ดิน" ที่ราคาจะขึ้นกับ กฎของ "อุปสงค์" หรือ ความต้องการ (Demand)ซื้อสินค้า ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ "อุปทาน" หรือจำนวนสินค้า (Supply) มีจำนวนจำกัด
นอกจากนี้ สภาพคล่อง สามารถซื้อ และ ขายเปลี่ยนมือ ยังง่ายขึ้นในยุคปัจจุบัน จากหลาย "ช่องทาง" ที่จะแปลงของสะสมต่างๆ ให้เป็น "เงิน" ได้ไม่ยาก ทั้งผ่านการซื้อ ขาย ประมูล ทั้งระบบการประมูลตรง หรือ ผ่านอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
ของสะสม จึงเป็นที่รู้จักและนิยม เพื่อการลงทุน กันมากขึ้นในยุคนี้
3
สิ่งของสะสม "สร้างเงิน" ฮอตฮิตสิ่งสะสมในในโลกนี้มีมากมายหลายอย่าง ไล่ตั้งแต่...เหรียญกษาปณ์ แสตมป์ ธนบัตร โปสการ์ด ไปรษณียบัตร เครื่องเงิน และอื่นๆ มากมายแต่ของสะสมที่ได้รับความนิยม เพื่อการลงทุนมากที่สุด เห็นจะมีสิ่งสะสม 3 ประเภทด้วยกัน นั่นคือ "เหรียญกษาปณ์" "แสตมป์" และ "ธนบัตร"
"
ทัตต์ วรรณศิลป์" อดีตผู้บริหารบริษัทเอกชนรายใหญ่ ที่เกษียณตัวเองมาสู่ธุรกิจของสะสม บอกว่า ของสะสมทั้งสามประเภทนี้ สามารถมองเป็นได้ 2 รูปแบบ ทั้งในแง่การ "สะสม" และเป็นการ "ลงทุน" ที่ดีโดยเฉพาะในจังหวะที่ช่องทางการลงทุนซบเซา เช่นนี้
"
เวลานี้ อาจเป็นช่วงที่ดีสุดของคนหนึ่งที่มองหาการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ดี สบายใจและสนุกสนานกับมันด้วย ถ้าเราลงทุนแล้ว ได้นั่งจับ มีเพื่อนคุยทั่วโลก และตอนจบยังสามารถทำให้มีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น มันจึงน่าสนุก"
"เหรียญทองคำ"..ยังงัยก็ได้ทอง
อย่างลงทุนในเหรียญกษาปณ์ทองคำ ยังงัยก็ต้องได้ทองคำ วันยังค่ำ ..ทัตต์ จึงแนะนำว่า หากจะคิดจะสะสมเหรีญกษาปณ์ควรจะเลือก "เหรียญทองคำ" แม้ว่าจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก
เขายกตัวอย่างว่า อย่างเหรียญกษาปณ์ทองคำรัชกาลที่ 9 จากมูลค่าหน้าเหรียญที่ 5,000 บาท เท่ากับทองคำราคา 1 บาท เมื่อปี 2520 ถึงวันนี้ เวลาผ่านไป 30ปี จบการประมูลราคาขึ้นมาอยู่ที่ 4 หมื่นบาทผลตอบแทนที่ได้เฉลี่ยปีละ 25% ถือว่า คุ้มค่า ทีเดียวราคาเหรียญทองคำที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากมูลค่าเพิ่มขึ้นตามมูลค่าทองคำ และตามมูลค่าของความต้องการของนักสะสม ด้วย
"
นอกจากเราได้สะสมเหรียญทองคำ ยังได้เหรียญในหลวง ร.9 ที่เรารัก และได้เหรียญทองคำ ที่เป็นที่ต้องการในตลาดอีกด้วย ผมจึงแนะนำว่า คนที่คิดจะเข้ามาลงทุน ควรเลือกเหรียญกษปาณ์ทองคำ"
ส่วน "เหรียญเงิน" เขาให้มองเป็นการ "สะสม" ไม่ใช่เพื่อการลงทุน เป็นการเก็บไว้เพื่อให้เรามีความสุขที่ได้ดูเหรียญจะเหมาะกว่านั่นเพราะว่า มูลค่าของเหรียญเงินกับทองคำนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง
"
อย่างทองคำราคา 1บาท น้ำหนัก 15.2 กรัม ปัจจุบันราคาประมาณ 15,000บาท แต่ถ้าเป็นเหรียญเงิน 1 บาท น้ำหนักเท่ากัน แต่ค่าของเงินจะประมาณบาทละ 200 บาทเท่านั้น ซึ่งค่าของมันต่างกันเยอะมาก
ผมจึงมองว่า การจะให้น้ำหนักลงทุนขอให้มองเหรียญเงินเป็นด้านสะสม แต่ให้มองเหรียญทองคำ เป็นการลงทุน เพราะในอนาคตความต้องการในตลาดจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แม้ราคาตอนซื้อจะแพงกว่ากันมากก็ตาม"
ก่อนหน้านั้น เหรียญทองคำเป็นที่นิยมอยู่แล้ว เมื่อราคาขึ้นในตลาดโลก ก็ทำให้เหรียญทองคำขึ้นไปด้วย จึงเป็นโอกาสดีของนักสะสม ความต้องการเหรียญทองคำ ร.9 พอควร
ทัตต์ ยังแนะนำอีกว่า ผู้ที่คิดลงทุนควรจะมองไปที่เหรียญทองคำ สมัยร.9 เพราะในหมู่นักสะสมมีดีมาน์ด์หรือความต้องการมากตลอดเวลา เป็นเพราะ
1.
ความศรัทธา
2.
บวกกับความรักในหลวง
3.
เป็นทองคำ
และ4.แรงมีดันตลอดเวลา
นักสะสม บอกว่า เหรียญทองคำ ร.9 ราคาจึงไม่เคยตกลงมาเลยในรอบ 10ปี ที่ผ่านมาปัจจุบัน ราคาหน้าเหรียญทองคำ มีทั้งหมด 3 ประเภท ประกอบด้วยเหรียญทองคำ 1 สลึง มูลค่าขึ้นไปที่ 1,500 บาท เหรียญ 2 สลึง อยู่ที่ 3,000 บาท และราคา 1 บาท อยู่ที่ 6,000 บาท ทีเดียว
"
ผมมองว่า ราคาเหรียญทองคำจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในปี 2554 ซึ่งในหลวงจะครบรอบครองราชย์ฯ ครบ 84 พรรษา ถือเป็นวาระพิเศษ นักลงทุนควรจะสะสมเป็นชุดทั้ง 3 เหรียญคาดว่า แนวโน้มราคาทองคำยังเป็นขาขึ้น นอกจากได้เหรียญสะสมแล้ว ยังได้มูลค่าตามราคาทองอีกด้วย"
หากเปรียบเทียบกับปีที่ในหลวงครองราชย์ฯครบ 25ปี ได้มีเหรียญทองคำออกมา 2เหรียญ ราคา 400 บาทน้ำหนัก 10 กรัม และเหรียญ 800 บาท ราคา 20 กรัม ซึ่งได้รับความนิยมของนักสะสมมากปัจจุบัน มูลค่าของเหรียญชุดนี้ อยู่ที่ 3.8 หมื่นบาท ทั้งๆที่น้ำหนักทองไม่ถึง 2 บาท แต่มีมูลค่าสะสมรวมอยู่ด้วยเหรียญทองคำ จึงเป็นของสะสมที่ผู้ลงทุนควรจับจองไว้เป็นเจ้าของขณะที่ เหรียญทองและเหรียญเงิน "ขัดเงา" มูลค่าในอนาคตกับแตกต่างจากเหรียญทองคำ
ทัตต์ บอกว่า ในแง่ของการลงทุนเหรียญทองและเงินขัดเงา จำต้องระวัง เนื่องจากการซื้อครั้งแรกจะแพงกว่าปกติ เพราะจะมีค่าแรงงานการขัดเงารวมอยู่ในราคาหน้าเหรียญ ทำให้ราคาที่ออกมาจึงสูงกว่าน้ำหนักของทองและเงิน แต่เป็นเหรียญที่มีโอกาสเพิ่มมูลค่าได้เหมือนกัน
"
ในมุมของกลุ่มนักสะสมจะมองว่า การเสียค่าขัดเงา อาจต้องใช้เวลาในการเก็บรักษา ผลตอบแทนที่ได้อาจไม่คุ้มเวลาที่ลงทุน เวลาจึงเป้าตัวกำหนด บางเหรียญผ่านไป 2ปี ยังไม่ได้เท่าทุน แต่ก็มีบางเหรียญเหมือนกันที่ราคารไกลมากกว่าเหรียญธรรมดา ตรงนี้ขึ้นอยู่กับกฎของดีมานด์และซัพพลายในตลาดเป็นตัวกำหนด"
ทั้งนี้ เหรียญเงินขัดเงา ปัจจุบันจะมีแต่เหรียญรุ่น 600 บาท จากเดิมที่เคยมีเหรียญรุ่น 150 บาท
นอกจากนั้น ยังมีเหรียญนิเคิลหรือเหรียญธรรมดา แต่ให้เน้นเป็นการสะสม เท่านั้น เพื่อเก็บไว้ศึกษามากกว่า
ล้วใครรู้บ้างว่าปัจจุบัน เซียนเหรียญ ที่อันดับต้น ๆ เป็นใครบ้าง แต่คนเหล่านี้คงไม่ค่อยยอมเปิดตัวเปิดกรุให้อนุชนรุ่นหลังได้เยิ่ยมชม ทรัพย์สินเหล่านั้นแน่เลย อันนี้น่าเสียดาย ครับ อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ การสะสมเหรียญ และรักเหรียญจึงยังไม่เป็นที่แพร่หลายและยอมรับมากเท่าใดน๊ะผมว่า จึงอยู่ในคนกลุ่มหนึ่งหนึ่งเท่านั้น เสียดายครับ