บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ลงทุนในสิ่งที่รัก (Passion Investment)

ลงทุนในสิ่งที่รัก (Passion Investment) 


ในโลกของการลงทุน นอกจากเราจะลงทุนเพื่อผลตอบแทนแล้ว เรายังสามารถลงทุนในสิ่งที่เรารักและชอบเป็นการส่วนตัว โดยหากมีความรู้ ความเข้าใจ ก็จะสามารถทำกำไรจากการลงทุนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
การลงทุนในสิ่งที่รักที่ชอบ หรือที่เรียกกันว่า Passion Investment เป็นแนวโน้มที่เศรษฐี มหาเศรษฐีในโลกนี้สนใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง ทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมาก และอัตราดอกเบี้ยในทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ สภาพคล่องล้นเหลือ อีกส่วนหนึ่ง เนื่องจากมีกลุ่มคนสนใจมากขึ้น จึงทำให้สิ่งที่ลงทุนมีความต้องการสูงขึ้น ก็ยิ่งดึงดูดให้คนมาสนใจลงทุนมากขึ้น และปัจจัยที่สามคือ มีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะในเอเชีย ในละตินอเมริกา และในตะวันออกกลาง เศรษฐีใหม่เหล่านี้ภูมิใจที่จะได้ครอบครองของที่มีประวัติความเป็นมา
การลงทุนในสิ่งที่รัก แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 5 ประเภท คือ 1.งานศิลปะ 2.ลงทุนในทีมกีฬาหรือม้าแข่ง 3.ของสะสมประเภทเพชร พลอย นาฬิกา 4.ของสะสมหรูหราที่ใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงรถยนต์ เรือ เครื่องบิน และ 5.ของสะสมอื่นๆ เช่น ของเก่า ไวน์ เหรียญ ฯลฯ โดยจะไม่กล่าวถึงการลงทุนในธุรกิจที่ชอบ เพราะถือว่าส่วนนั้นเป็นการลงทุนเพื่อผลตอบแทน
ลักษณะเด่นของการลงทุนในสิ่งที่รัก คือ มักจะเป็นการลงทุนที่แรกเริ่มอาจเป็นงานอดิเรก และกลายมาเป็นการลงทุนเมื่อมีความสนใจเพิ่มขึ้น และมีความมั่งคั่งมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเริ่มจากมีความสนใจ มีความชอบ เริ่มสะสม และหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ เพิ่มเติม และพอสะสมมากขึ้น ก็อาจจะมีการขายหรือแลกเปลี่ยนกับคนอื่น
เทคนิคในการลงทุนในสิ่งที่รัก คือ ต้องรักและสนใจจริง เพราะของที่ลงทุนโดยมากจะมีสภาพคล่องต่ำ เวลาอยากจะขาย ไม่สามารถขายได้ง่ายๆ หากผู้ลงทุนไม่รักและสนใจจริง จะรู้สึกว่า "ติด"หมายถึงขายไม่ออก ไม่อยากได้ ต้องทนอยู่กับสิ่งนั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น หมายความว่าท่านไม่ได้มีความรักและชอบสิ่งนั้นจริงๆ
ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะลงทุนสะสมสิ่งนั้นๆ ท่านควรจะ+ทดสอบตัวเอง+ด้วยคำถามเหล่านี้ก่อน
1.
เราสนใจสิ่งนี้จริงจังหรือไม่
2.
ถ้าวันหนึ่งที่คนอื่นไม่สนใจสิ่งนี้แล้ว เราจะยังสนใจหรือไม่
3.
เรามีความสุขที่ได้ดู ได้เห็น ได้จับต้อง ได้ใช้ประโยชน์ ได้พูดถึง สิ่งเหล่านั้นหรือไม่
4.
หากมีผู้ให้ราคาดี เราพร้อมที่จะขายหรือไม่
หากคำตอบคือใช่ทุกข้อ ท่านเป็นนักลงทุนในสิ่งที่รัก แต่ถ้าคำตอบของข้อ 4 คือไม่ขาย ท่านไม่ใช่นักลงทุนแล้วค่ะ ท่านเป็นนักสะสม คือท่านพอใจที่จะเก็บเอาไว้ชื่นชม หรือเอาไว้ให้ผู้อื่นได้ร่วมชื่นชมด้วย ตรงนี้คือความแตกต่างของการเป็นนักสะสมกับนักลงทุนค่ะ
ในห้าประเภทของการลงทุนในสิ่งที่รักที่ดิฉันกล่าวไป จะมีทั้งความแตกต่างและความเหมือนกันอยู่พอสมควร
เริ่มจากความเหมือนก่อนนะคะ ดิฉันเคยเขียนไปเมื่อสามปีที่แล้ว ว่า การลงทุนในศิลปะ เป็นการลงทุนทางเลือกประเภทหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่ลงทุนมักมีสภาพคล่องต่ำ การตีมูลค่าจะขึ้นอยู่กับสภาพ เรื่องราวหรือที่มา ความสำคัญ และความหายาก หรือความพิเศษ เพราะฉะนั้น พวกทำมาจำนวนจำกัด หรือ Limited Edition จะเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่า ราคาก็ดีกว่า
สำหรับความแตกต่างคือ ความกว้างของตลาด เพชร อัญมณี จะมีตลาดกว้างกว่า พวกโบราณวัตถุ ประโยชน์ใช้สอย นาฬิกา เป็นของที่มีผู้นิยมลงทุน เพราะใช้ประโยชน์ได้ ถือเป็นเครื่องประดับอย่างหนึ่ง ใช้ก็ได้ ขายก็ได้ ในขณะที่ของบางอย่างใช้โชว์หรือประดับอย่างเดียว
ถามว่าตอนนี้นิยมอะไรมากที่สุด จากข้อมูลของ World Wealth Report ที่ทำการสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2008 พบว่า หากเปรียบเทียบมูลค่าของการลงทุนในสิ่งที่รัก พบว่ากลุ่มของสะสมหรูหราที่ใช้ประโยชน์ได้ประเภทรถยนต์ เรือ เครื่องบินเจ็ทมีส่วนสูงที่สุดคือ 27% แต่ผู้ลงทุนในกลุ่มนี้ขายทิ้งไปมากในช่วงเกิดวิกฤติปี 2007-2008 และราคาก็ตกลงไปเยอะมากด้วย
ถัดมาเป็นงานศิลปะ มี 25% และเพชร พลอย นาฬิกา มี 22% เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า ก่อนเกิดวิกฤติ ผู้ลงทุนได้เพิ่มส่วนการลงทุนในกลุ่มเพชร พลอย และนาฬิกามากขึ้น
การลงทุนในสิ่งที่รักในบ้านเรายังไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นนักสะสมมากกว่าค่ะ แต่เมื่อมีผู้ลงทุนประเภทพอร์ตโฟลิโอสนใจจัดแบ่งส่วนมาลงทุนมากขึ้น ตลาดก็จะขยายกว้างและมีการตื่นตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้การลงทุนในของที่รัก ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่งค่ะ หากเศรษฐกิจดี ผู้คนก็จะหันมานิยมมากขึ้น เช่นเศรษฐีของจีนในช่วงนี้กำลังหาซื้อของเก่าจีนจากประเทศต่างๆ มาสะสมกันใหญ่
ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ เทคนิค 3 ข้อ สำหรับผู้ที่สนใจสะสมหรือลงทุนในสิ่งที่ชอบ ดังนี้ค่ะ ประการแรกคือ ต้องศึกษาให้รู้จริง ถ้าไม่รู้จริงอาจเจ็บตัวและถูกหลอก ประการที่สอง ต้องขี้สงสัย อย่าเชื่อใครง่ายๆ และประการสุดท้ายที่เป็นหัวใจเลยก็คือ ให้สะสมของที่ดีที่สุดเท่าที่มีกำลังสะสมได้ เพราะมูลค่าจะขึ้นอยู่กับความสำคัญ ความพิเศษ ความหายาก ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
อ่านเรื่องของสะสมสนุกๆ พอให้หายเครียดนะคะ เราทุกคนต้องช่วยกันทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าด้วยความสงบ ร่มเย็น และมีสันติสุขถาวร

ธนบัตร

"เงินคือพระเจ้า"ประโยคเปรียบเปรยนี้เราอาจเคยได้ยินกันบ่อยๆ เมื่อกล่าวถึงอำนาจบันดาลสิ่งต่างๆ แก่ผู้ครอบครอง ท่านผู้อ่านเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่า "พระเจ้า" ที่คนทั่วไปชอบกันนักหนานี้ถูกสร้างขึ้นที่ไหน?
       
       
สิ่งที่เรียกว่า "เงิน" นี้รู้จักกันดีทั้งในแบบเหรียญและที่เรามีในกระเป๋าตังค์กันส่วนมากคือ "ธนบัตร" เรียกกันทั่วไปว่า "แบงก์สิบ" "แบงก์พัน" ฯลฯ ตามมูลค่า (อาจเพราะออกมาธนาคาร 'Bank' )
       
       
ใครจะรู้บ้างว่าธนบัตรที่เราใช้จับจ่ายทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ หากต้องผ่านโรงพิมพ์เช่นเดียวกันกับสิ่งพิมพ์อื่นเบื้องหลังภาพและลายเส้นมากมาย กว่าจะนำออกมาใช้ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจทั้งระบบได้
       
   
    ต้นทางของธนบัตร
       
       "
ตามกฎหมายเรามีทุนสำรองเงินตราหนุน 100% ประกอบด้วยทองคำซึ่งสมัยก่อนอาจทั้งหมด แต่หลังๆ เรามีเงินสกุลต่างชาติ พันธบัตร และเงินตราสกุลอื่น ในปีหนึ่งจะมีการสั่งจากธนาคารแห่งประเทศไทยในด้านจำนวนผลิต เรียกฝ่ายที่ดูแลว่า 'ฝ่ายจัดการธนบัตร' ซึ่งทำงานประสานกับ 'โรงพิมพ์ธนบัตร'ทั้งสองฝ่ายรวมกันเรียกว่า 'ฝ่ายออกบัตรธนาคาร'สรุปว่าโรงพิมพ์ธนบัตรมีหน้าที่ผลิตธนบัตรให้ฝ่ายจัดการธนบัตรออกใช้"
       
       
ดร.นพพร ประโมจนีย์ กรรมการผู้จัดการโรงพิมพ์ฯ เริ่มต้นอธิบายระบบการผลิตของโรงพิมพ์ธนบัตรฯ ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการอื่นๆ อีกมาก ในบ้านเรากิจการนี้อยู่ในความดูแลของฝ่ายออกบัตรธนาคาร สังกัดธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งหมด โดยรับนโยบายจากผู้บริหารแบงก์ชาติมี "เงินในไห" หรือ "เงินสำรอง" ของประเทศเป็นตัวสร้างมูลค่าให้ธนบัตรจนสามารถได้รับความเชื่อถือแล้วแลกเปลี่ยนในตลาดโลกได้
       
       
หากใครเคยผ่านบางขุนพรหมแล้วเข้าไปใต้สะพานพระราม 8 ที่เกือบสุดทาง มองเข้าไปทางซ้ายมือ นั่นล่ะคือต้นกำเนิดธนบัตรทั้งหมดในประเทศนี้ที่หมุนเวียนแลกเปลี่ยนอยู่ในมือนายธนาคาร เศรษฐี นักการเมือง นักธุรกิจ พ่อค้า คนชั้นกลาง นักเรียน ไปจนถึงขอทานหรือกระทั่งมิจฉาชีพ (ซึ่งต้องใช้ธนบัตรซื้อข้าวกินเหมือนกัน)
       
       
ที่นี่คือ "โรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย" มีหน้าที่พิมพ์ธนบัตรในสกุลเงิน "บาท" ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว แน่ล่ะ ธนบัตรเป็นสิ่งพิมพ์เหมือนเช่นสิ่งพิมพ์ชนิดอื่น แต่ ดร.นพพร ก็บอกว่านี่คือสิ่งพิมพ์ Security Printing คือมีคุณภาพสูงและปลอมแปลงยาก ตรงกับตรรกะที่ว่า หากเราใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสแกนธนบัตรที่รัฐบาลผลิตแล้วพิมพ์ออกมาโดยผ่านเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ต แล้วมีคุณสมบัติเหมือนธนบัตรที่แบงก์ชาติผลิตเป๊ะจะวุ่นวายขนาดไหน (นอกจากผิดกฎหมายแล้วทำอย่างไรก็ไม่มีทางเหมือนธนบัตรที่แบงก์ชาติผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับสูง)
       
       
นั่นคือเหตุผลและที่มาทั้งหมดของระบบการผลิตซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เทคโนโลยีระดับสูง รวมถึงใช้ระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดกับผู้เกี่ยวข้องทุกคนนับตั้งแต่ก้าวเข้าอาณาเขตโรงพิมพ์ธนบัตร ซึ่งเราเห็นตั้งแต่ระบบประตูอัตโนมัติ เครื่องตรวจจับโลหะ รวมถึงโทรทัศน์วงจรปิดที่ถูกติดตั้ง
       
       "
ระบบรักษาความปลอดภัยของเราจะว่าแยกกับส่วนของแบงก์ชาติไหมก็แยก ตรงโรงพิมพ์ธนบัตรฯ จะเรียกเขตหวงห้ามเป็นโซน 1 2 3 ที่เราคุยกันอยู่นี้คือ 3 และไล่ไปลึกที่สุดคือ 1 เป็นส่วนที่มีธนบัตร ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยดูแลใกล้ชิด โดยปกติจะไม่ให้เข้าไป เรามีรายชื่อว่าใครสามารถเดินเข้าออกได้ทุกเขต เช่นตัวผม หรือท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นต้น ถ้าเป็นคนนอกต้องมีเหตุผลและได้รับอนุญาตก่อน เช่น คนที่มาขอชมการผลิต"
       
       
ปัจจุบันโรงพิมพ์ธนบัตรฯ มีภารกิจผลิตธนบัตรจำนวนกว่า 2,000 ล้านฉบับต่อปี หากนับเป็นมูลค่าก็ราวๆ 6-7 แสนล้านบาท "เราผลิตเองมา 36 ปีแล้วครับ เทคโนโลยีเปลี่ยนพอควร ธนบัตรต้องทำให้ปลอมยากแต่ดูง่าย ธนบัตรหลายรุ่นที่ออกไปมีวิวัฒนาการทางเทคนิคทั้งกระดาษและหมึกพิมพ์ ตอนนี้ก็มีพวกโฮโลแกรมติด มีสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ใช้เครื่องตรวจได้" ดร.นพพร พูดถึงสถานะปัจจุบันของโรงพิมพ์ธนบัตรฯ ว่า
       
       "
อยู่ในระดับชั้นนำของโลก เราตามเทคโนโลยีใหม่ตลอด ถือเป็นโรงพิมพ์แรกๆ ที่ใช้ของใหม่ เช่นธนบัตรที่ระลึก 60 บาทเมื่อปี 2530 ใช้หมึกพิเศษที่เปลี่ยนสีได้เรียกว่า OVI บนธนบัตรเป็นประเทศแรก ยังมีธนบัตรพลาสติกที่ระลึก 500 บาท ซึ่งใช้เป็นชาติแรกๆ เหมือนกัน แม้ช่วงต้นไม่ได้พิมพ์เอง ก็ถือว่ามีการใช้เทคโนโลยีติดท็อปเท็นครับ"
       
    
  กว่าจะเป็นธนบัตร
       
       
ขั้นตอนการผลิตธนบัตรเริ่มต้นขึ้นอย่างไร? แน่นอนว่าในปัจจุบันธนบัตรจำนวนมากที่เราใช้อยู่ ถูกผลิตด้วยเครื่องจักรอันทันสมัย แต่ในส่วนที่เป็นงานฝีมือนั้นก็ต้องใช้คนอยู่ดี
       
       
ทีมออกแบบธนบัตรปัจจุบันมีทั้งหมด 8 คนซึ่งมีชื่อตำแหน่งเช่น เจ้าหน้าที่ออกแบบ เจ้าหน้าที่แกะโลหะ ผู้วิเคราะห์ ฯลฯ และเชื่อหรือไม่ว่าธนบัตรเป็นงานศิลปะที่คนทั้ง 8 ออกแบบสร้างสรรค์และมีพื้นที่จัดแสดงอยู่ในกระเป๋าเงินของเราทุกคนโดยไม่ได้ลงนามเจ้าของผลงาน
       
       "
จะใช้รูปแบบใดเราต้องดูก่อนว่าธนบัตรนี้เป็นรุ่นอะไร จะมีแบบ ปัจจุบันคือ Series 15 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ธนบัตรใบละ 20 บาทเป็นเรื่องราวรัชกาลที่ 8 ธนบัตรใบละ 50 บาท เป็นเรื่องราวรัชกาลที่ 4 ซึ่งเราจะเลือกมาลง โดยเมื่อได้หลักการแล้วจะมีการระดมความคิดว่าจะเอาภาพไหน เรื่องเด่นของรัชกาลนั้นๆ คืออะไร ซึ่งผู้วิเคราะห์จะไปหาข้อมูล อย่างใบละ 50 นี่รัชกาลที่ 4 ท่านเด่นเรื่องวิทยาศาสตร์ ก็จะไปหาพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์มาออกแบบ" กุนที กรีประเสริฐกุล ผู้จัดการแผนกออกแบบฯ ให้หลักการ
       
       "
อย่างธนบัตรใบละ 20 บาท เราจะหาข้อมูลโดยทำเป็นทีม ต้องหาภาพประธานด้านหน้า ภาพประกอบด้านหลัง รัชกาลที่ 8 พระราชกรณียกิจที่เด่นคือการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ครั้งที่สำคัญคือตอนเสด็จเยี่ยมราษฎรที่สำเพ็งเพื่อเสริมสร้างความสมานฉันท์ระหว่างชาวจีนและชาวไทยให้อยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก และมีการเชิญพระราชดำรัสเกี่ยวกับการให้คนในชาติทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง ซึ่งเราจะ Quote สิ่งดีๆ ให้คนปัจจุบันที่ใช้ธนบัตรได้ศึกษา กล่าวได้ว่าธนบัตรเป็นทูตทางวัฒนธรรมที่บรรจุเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับประเทศไว้อีกด้วย" พรทิพย์ ไทยถิ่นงาม เจ้าหน้าที่วิเคราะห์อาวุโสให้รายละเอียดเพิ่มเติม
       
       
ซึ่งภาพต่างๆ ที่พวกเขานำมาตีพิมพ์เป็นธนบัตรนั้นก็ต้องสามารถจัดองค์ประกอบได้ลงตัวอีกด้วย ถึงขั้นตอนนี้แล้วก็จะมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบแบบสี (ต้นแบบ) เสนอคณะกรรมการชุดต่างๆ เมื่อได้รับอนุมัติ เจ้าหน้าที่จึงลงมือทำงาน และที่เราทึ่งกับทีมงานชุดนี้ก็คือความ "ยาก" ในการสร้างงานรวมถึงการ "ปิดทองหลังพระ" ในศิลปะของชาติมาตลอดเวลาหลายสิบปีตลอดอายุงานแต่ละคน
       
       
ประสิทธิ์ ชนิตราภิรักษ์ ผู้ชำนาญการแกะโลหะ "จิตรกร" เบื้องหลังภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ซึ่งเป็นภาพประธานของธนบัตรด้านหลัง กล่าวถึงงานว่า "ส่วนต้นแบบที่ต้องใช้การแกะคือภาพประธาน เป็นการต่อต้านการปลอมแปลง ตรงนี้เวลานำไปใช้เป็นแม่พิมพ์จะออกมาเป็นระบบการพิมพ์เส้นนูนซึ่งการปลอมจะทำไม่ได้ ลวดลายการแกะไม่สามารถทำด้วยคอมพิวเตอร์และถ่ายด้วยฟิล์มทั่วไป ต้องเกิดจากการแกะโลหะซึ่งมีความลึกความตื้นโดยใช้เหล็กเท่านั้น" ซึ่งเครื่องมือการแกะก็ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ
       
       
อาชีพ "ช่างแกะ" ภาพบนธนบัตรอาจไม่มีใครเคยได้ยิน ประสิทธิ์บอกว่ามีที่เดียวในประเทศคือธนาคารแห่งประเทศไทย "ผมจบจิตรกรรมที่ไทยวิจิตรศิลป์ แล้วมาต่อเพาะช่าง สอบเข้าแบงก์ชาติ เรียนไม่ถึงเทอมเขาเรียกตัวแล้วมาฝึกแกะที่นี่ ข้างนอกไม่มีสอน การแกะภาพต้นแบบยังต้องแกะภาพที่กลับจากของจริง (คือแกะภาพกลับด้าน เพื่อตอนพิมพ์ออกมาเป็นภาพปกติ) สมัยก่อนเอารูปจริงวางแล้วมองในกระจกถึงลงมือได้ ตอนนี้กลับภาพดูด้วยคอมพิวเตอร์แล้วลงมือแกะได้เลย"
       
       "
ธนบัตรแต่ละ Series ต่างกันครับ ลายไทยอาจใช้เพื่อให้เห็นเอกลักษณ์ แล้วแต่การมอง ต่างประเทศเขาก็มีของเขา และใช้วิธีการแกะเหมือนเรา ซึ่งทุก Series ผมคิดว่าไม่มีอันไหนทำง่ายเลย การแกะทีหนึ่งเราต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน ซึ่งหมายถึงต้องวางแผนล่วงหน้า 2 ปี ถึงออกธนบัตรแบบหนึ่งได้ โดยการแกะภาพประธานในธนบัตรจะต้องเริ่มหรือทำก่อนส่วนอื่น"
       
       
เมื่อมีความยากในตัวงาน "ช่างแกะ" จึงเป็นบุคลากรสำคัญที่ทางโรงพิมพ์ต้องมีการสร้างทดแทนรุ่นต่อรุ่น ซึ่งปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 2 และอยู่ในระหว่างการสร้างรุ่นที่ 3 "บางคนรับเร็วก็เป็นเร็วครับ อย่างผม 15 ปี ไม่ได้ทำงานจริงเลย นั่งวาด นั่งแกะไปเรื่อยๆ โดยทาง ธปท. มีเงินเดือนให้ เป็นกระบวนการที่เขี้ยวมากครับ ใครทำอาชีพนี้ต้องใจรัก และเป็นคนใจเย็นมาก ไม่จบศิลปะไม่ได้เลย ต้องรู้หลักของภาพ แสงเงา ไม่งั้นแกะไม่ได้ นี่เหมือนการ Drawing ด้วยเหล็กดีๆ นี่เอง" ประสิทธิ์กล่าวถึงหัวใจของอาชีพที่เขาคลุกคลีมาตั้งแต่ปี 2522
       
       
ธนบัตรที่ได้รับการออกแบบใหม่หรือเมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรี จะได้รับการลงชื่อจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทุกคน โดยมีการล็อกหมวดเลขหมายของธนบัตรว่าถึงตรงไหนจะหยุด เพื่อจะเปลี่ยนรุ่นลายเซ็นรัฐมนตรีหรือเปลี่ยนแปลงซีรีส์ "รมว.คลังจะได้เซ็นทุกคน (มีผลทางกฎหมายทำให้ธนบัตรใช้ชำระหนี้ได้) เพิ่งปรับครม. นี่เราเตรียมปากกาเคมีแล้ว เราจะให้ท่านเซ็นเป็นสิบๆ ชื่อ แล้วมาเลือกลายเซ็นที่สวยก่อนส่งพิมพ์" กุนที สรุปกระบวนการ
       
       
เมื่อจบขั้นตอนออกแบบแล้วก็เข้าสู่การผลิตโดยนำแม่พิมพ์ไปผ่านการปรู๊ฟ ตรวจความถูกต้องอีกครั้ง และเทียบสีรวมถึงความเข้มของหมึกพิมพ์ก่อนพิมพ์จริง ซึ่งภาพและลายที่ปรากฏเกิดจากการพิมพ์ 2 แบบ คือ พิมพ์สีพื้นแบบออฟเซ็ตและเส้นนูนแบบอินทาลโย พิมพ์สีพื้นเป็นขั้นตอนแรกโดยใช้เครื่องที่พิมพ์ได้สองด้านพร้อมกัน ทำให้ส่วนที่ออกแบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เมื่อเราส่องดูกับแสงสว่างสามารถทับกันได้สนิท
       
       
ก่อนจะตามด้วยพิมพ์เส้นนูนที่ทำให้ยากต่อการปลอม เพราะต้องใช้การพิมพ์พิเศษที่มีแรงกดจนทำให้หมึกนูนจากผิวธนบัตรแล้วนำไปผ่านกระบวนการตรวจคุณภาพ ซึ่งธนบัตรที่ได้จะมีแผ่นที่ดีและอาจชำรุดบางส่วนจากการตัดกระดาษที่เกิดขึ้นซึ่งจะถูกแยกประเภทออกไป
       
       
แผ่นที่มีสภาพดีจะเข้าสู่การพิมพ์เลขหมายลายเซ็นโดยวิธีเลตเตอร์เพรส เพื่อคุมการออกใช้โดยเลขหมายไม่ซ้ำกัน ก่อนนำไปตัดเป็นแผ่นๆ แล้วบรรจุห่อด้วยเครื่อง ส่วนธนบัตรแผ่นที่ชำรุดจะมีการนำไปตัดเป็นรายฉบับและแทนที่ฉบับชำรุดด้วยธนบัตรชุดพิเศษคือหมวด พ ซึ่งตรงกับตัว S ในอักษรโรมัน ก่อนจะบรรจุห่อแล้วเก็บเข้า "ห้องมั่นคง" เพื่อเตรียมส่งมอบฝ่ายจัดการธนบัตรและศูนย์จัดการธนบัตรภูมิภาค
       
       
ปัจจุบันโรงพิมพ์ธนบัตรมีส่วนที่ทำการเดินเครื่องจักรอยู่ 2 อาคาร อาคารเก่าจะทำหน้าที่ผลิตธนบัตรชนิดราคาสูงอย่างราคา 1,000 บาท และ 500 บาท ซึ่งต้องใช้การพิมพ์แบบเส้นนูนทั้งสองด้าน และส่วนอาคารใหม่ซึ่งผลิตธนบัตรที่มีปริมาณการใช้มากอย่างแบงก์ 20 50 และแบงก์ 100 โดยมีอัตราการผลิตสูงกว่าและจะมีการพิมพ์เส้นนูนลงไปเพียงบางด้าน
       
 
      ก้าวต่อไปของการพิมพ์ธนบัตรไทย
       
       "
แบงก์ปลอมเป็นเรื่องปกติแต่หน้าที่เราคือทำให้เกิดขึ้นได้น้อยที่สุดและไม่แพร่หลายจนเกิดความไม่เชื่อมั่น ปกติคนเราแทบไม่มองธนบัตรเลยเวลาใช้เพราะคิดว่าของจริง วันดีคืนดีก็เจอ เรามีหลายวิธีป้องกัน เช่นทำให้สามารถดูง่ายแต่ปลอมยาก ในท้องตลาดตอนนี้เทคโนโลยีการพิมพ์ดีขึ้นมาก อย่างอิงก์เจ็ท สแกนเนอร์ ตอนนี้เด็กๆ ก็ทำได้ แต่สมัยก่อนจะยากกว่าเพราะต้องมีเครื่องพิมพ์มีอะไรมากมาย ตอนนี้ทำได้ แต่ทำได้ก็ไม่เหมือน แต่ก็ใกล้เคียงมากถ้าคนใช้ไม่พิจารณาดูให้ดี จริงๆ บ้านเราไม่ค่อยมีปัญหานี้เท่าไร" ดร.นพพรกล่าวถึงเรื่องธนบัตรปลอม
       
       "
เราไม่ได้อยู่นิ่ง พยายามจัดการ ถ้าแนวโน้มปลอมมากเราก็ประสานงานเพื่อจับกุมผ่านทางตำรวจและพยายามบอกประชาชนว่าวิธีดูทำยังไง จริงยังไง ปลอมยังไง ...ล่าสุดเข้าใจว่าชนิดราคา 100 บาท หรือ 1,000 บาทจะมีการปลอมมากกว่า เพราะปกติเขาจะปลอมธนบัตรที่ปลอมง่ายในแง่เทคนิคและความคุ้มค่า ใบละ 1,000 นี่คุ้ม 20 บาทนี่แป๊บเดียวอาจถูกจับใบละ 500 นี่ตั้งแต่ออกแบบใหม่ของปลอมหายไปเลย เพราะฝังโฮโลแกรม คงไปคิดวิธีอยู่ (หัวเราะ)…"
       
       "
ตอนนี้ผมหนักใจความต้องการธนบัตรที่เพิ่มขึ้น ปี 2004 ที่ผ่านมาพิมพ์ไปถึง 2,004 ล้านฉบับ เป็นสถิติเลยครับ เพราะเพิ่งถึง 2,000 ล้านฉบับเป็นปีแรก อาจแสดงว่าคนมีเงินแล้วเบิกใช้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้กำลังสร้างโรงพิมพ์ใหม่อยู่ที่พุทธมณฑลสาย 7 จะเสร็จปลายปี 2549 ทุกวันนี้เราก้าวหน้ามาก บรรลุวัตถุประสงค์หลายจุด 5 ปีมานี้เราเข้าสู่ระบบ ISO ล่าสุดจะได้ มอก. 18000 ซึ่งมีไม่กี่โรงพิมพ์ธนบัตรในโลกที่ทำได้"
       
       "
ตอนนี้มีคนเข้าชมโรงพิมพ์ธนบัตรปีหนึ่งประมาณ 8-9 พันถ้าสนใจสามารถติดต่อมาได้ เราขอให้มาเป็นคณะ เป็นองค์กร ซึ่งเรายินดีรับ แต่มากๆ ก็ไม่ไหวครับสำหรับที่นี่ นานมาแล้วเคยมีนักเรียนต่อแถวมายาวเลย ซึ่งบางทีพวกเขาเด็กเกินไป ตอนหลังเราจะเน้นผู้ใหญ่และนักศึกษาที่เรียนเกี่ยวข้อง เพราะมีเหตุผลเรื่องความปลอดภัยด้วย หรือถ้าหมู่คณะสนใจโปรดติดต่อก่อน" ดร.นพพรทิ้งท้ายซึ่งสำหรับผู้สนใจเข้าชมกิจการพิมพ์ธนบัตรสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2283-6018
       
       
แม้ว่าใครหลายคนอาจพูดว่า "เงินคือพระเจ้า" แต่สำหรับในบ้านเราก็เป็น "พระเจ้าสมมติ" ที่มนุษย์สร้างขึ้นแถวๆ บางขุนพรหมนี่เอง
       
       ********
       
      
ธนบัตรมีขึ้นเมื่อใด
       
       
ดินแดนแถบบ้านเราใช้เงินตราเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนตั้งแต่อดีตในลักษณะ "เบี้ย" ทำจากเปลือกหอยก่อนจะวิวัฒนาการต่อเนื่องในอาณาจักรต่างๆ จนยุครัตนโกสินทร์ปรากฏเงินพดด้วงในสมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 หลังมีการติดต่อกับตะวันตกหลังทำสนธิสัญญาบาวริ่ง การค้าขยายตัวมากจนวัสดุผลิตเหรียญและเงินพดด้วงขาดแคลน จึงมีการใช้ "หมาย" ซึ่งถือเป็นธนบัตรรุ่นแรกสมัยรัชกาลที่ 4 ล่วงถึงรัชกาลที่ 5 จึงมีการจ้างโทมัส เดอลารู โรงพิมพ์สัญชาติอังกฤษพิมพ์ "อัฐกระดาษ" ขึ้นใช้
       
       
สยามจ้างต่างประเทศพิมพ์ธนบัตรมาจนสงครามโลกครั้งที่สองก็เกิดปัญหาขึ้นเมื่อการสู้รบรุนแรงการขนส่งธนบัตรก็ยาก รัฐบาลหันมาใช้โรงพิมพ์ในประเทศระหว่างสงคราม สมัยนี้มีเรื่องเล่าสนุกๆ ว่าธนบัตรไม่มีค่าเนื่องจากรัฐบาลไทยซึ่งถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดครองประเทศอยู่นั้นโดนบังคับปล่อยกู้เงินไปจนเกิดเงินเฟ้อ รัฐบาลต้องพิมพ์ธนบัตรออกใช้โดยไม่มีทุนสำรองหนุนหลัง เกิดศัพท์เรียกว่า "แบงก์กงเต๊ก" ขึ้นกับธนบัตรไทย
       
       
สถานการณ์ดีขึ้นหลังสงคราม จนรัฐบาลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ซึ่งอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ริเริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2) ตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2512 ถือเป็นวิวัฒนาการครั้งสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถผลิตธนบัตรใช้เองได้จวบจนปัจจุบัน

       

นักสะสม ๕ ประเภท

นักสะสม ๕ ประเภท
          นักสะสม ๕ ประเภท ๑) มือสมัครเล่น ๒) ตั้งใจจริง๓) เก็บไปขายไป๔) เก็บตามความเชื่อ ๕) ศึกษาตำรา เก็บอย่างรู้คุณค่า
๑) นักสะสมแบบมือสมัครเล่น
เริ่มจากการเห็นเหรียญที่ระลึก โลหะสองสี ที่ออกตามวาระต่างๆ ได้จากการทอนเงิน จึงเก็บใส่แก้วน้ำบนหัวนอนบ้าง หยอดกระปุกออมสินบ้าง จนเต็มเอามานั่งดูว่ามีกี่แบบ บางแบบก็มีหลายเหรียญ เก็บรวมๆ กันไว้ พอเจอเหรียญออกมาใหม่อีกก็เก็บอีก ทำให้อยากรู้ว่าแบบที่ครบตั้งแต่แรกออกมากี่แบบ เริ่มหาข้อมูลแล้วเก็บตามวาระนั้นๆ หาซื้ออัลบัมมาใส่ เรียงตามวาระ เก็บไปได้สักพัก กลับมาดูสีทองที่สอดไส้ในสีเงินกลับกลายเป็นสีดำคล้ำเหนียว ร้อนใจละทีนี้หาวิธีล้าง ขัด เช็ดถู ใช้วิธีแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน แช่ในน้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว มีสูตรแช่ในน้ำผสมผงชูรส ใช้น้ำยาล้างห้องน้ำล้าง ถูด้วยยาสีฟัน ทำสารพัดวิธีที่จะทำให้เหรียญกลับมาสวยดั่งเดิม ไปๆ มาๆ เหรียญกลับเป็นรอยนักกว่าเก่าอีก ท้อใจแล้ว เริ่มหาแหล่งความรู้ถามในเว็บ ซึ่งมักจะเจอคำถามพื้น ๆ พี่คะเหรียญหนูดำจะทำอย่างไรคะ ? -ไม่ทราบว่าเหรียญสิบบาทสองสีมีทั้งหมดกี่แบบครับ ? บางครั้งก็ได้คำตอบสมใจ บางครั้งก็ไม่สมใจ ไม่เอาแล้วเลิกถามดีกว่า มือสมัครเล่นจะไม่ค่อยติดตามเหรียญที่หายาก เพราะจะเก็บเท่าที่หาได้ บางครั้งมีคนให้มา หรือได้จากการทอนเงิน หรือหากมีกระแสนิยมบางช่วงที่เหรียญออกใหม่ก็จะเก็บตามๆ เขาไป พอมีคนพูดคุยถึงการสะสมเหรียญให้ได้ชื่อว่าตนก็สะสมเช่นกัน แต่จะให้ออกแรง ออกเงิน หาซื้อเป็นล่ำเป็นสันจนเป็นภาระ เขาจะไม่คิดมากและทุ่มเทถึงขนาดนั้น มีเวลาก็เก็บ ไม่มีเวลาก็ปล่อยผ่านไป ไม่มานั่งทุกข์กับการต้องตามหาเหรียญอย่างมืออาชีพที่ตั้งใจจริง แล้วไม่นานก็เลิกเก็บ
๒) นักสะสมแบบตั้งใจจริง
เริ่มจากเป็นนักเก็บเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในรัชกาลปัจจุบัน พอเก็บไปได้สักพักจะดูว่าควรเก็บอย่างไร แบ่งแยกประเภทของเหรียญออกเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก กับเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน และเหรียญที่ระลึก แบ่งแยกประเภทเนื้อนิเกิล เงิน ทองแดง ทองเหลือง ขัดเงา ไม่ขัดเงา ฯลฯ มีความตั้งใจจะเก็บให้ครบชุดตั้งแต่แรก คือเก็บตั้งแต่เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกราคาสิบบาทโลหะสองสีครบจนถึงวาระล่าสุดแล้ว จะย้อนไปเก็บ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกชนิดราคา ๑ บาท ๒ บาท ๕ บาท ๑๐ บาท และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ๒๐ บาท นักสะสมประเภทนี้จะทำดัชนีของตนว่าเหรียญไหนมีกี่วาระ จำนวนผลิตเท่าไหร่แล้วตามเก็บให้ครบตามชุดนั้นๆ พอเก็บเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกครบชุดแล้วจะหันมาเก็บเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน ถึงแม้จะติดบางเหรียญที่หายากเขาเหล่านั้น จะพยายามหา จะขนขวาย แลกเปลี่ยน หรือซื้อมาด้วยราคาแพงก็ยอมเพื่อให้ครบชุด ตามที่ตนวางไว้หากครบแล้วเขาก็จะขยับขึ้นไปเก็บเหรียญที่มีราคาหน้าเหรียญสูงขึ้น ช่น ราคา ๕๐ บาท ราคา ๑๐๐ บาท และขยับขึ้นไปเก็บเหรียญเงินที่มีราคาหน้าเหรียญ ๑๕๐ บาท๒๐๐ บาท ๓๐๐ บาท ๖๐๐ เหรียญเงิน ๘๐๐ บาท และเหรียญเงินขัดเงาซึ่งมีราคาสูงขึ้นไปอีก มีนักสะสมรุ่นเก่าที่ตั้งใจเก็บ แต่จะเก็บเป็นวาระ คือเหรียญชนิดราคานั้น ๆ ออกมาวาระไหนไม่ว่าจะออกเนื้อทองแดง เนื้อนิเกิล เนื้อเงิน เนื้อเงินขัดเงา หรือเนื้อทองคำเก็บหมด แต่หากถามว่า ครบชุดไหม เขาก็จะบอกว่า “ครบ” คือครบชุดตามวาระนั้น ๆ แต่ถามว่าครบชุดตามราคาหน้าเหรียญหรือไหม จะไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้ไล่เรียงตามราคาหน้าเหรียญ ซึ่งอาจจะขาดบางชนิดราคาไปก็เป็นได้ นักสะสมบางท่านชอบเก็บเหรียญขัดเงา ซึ่งมีราคาแพงกว่าเหรียญธรรมดา และต้องพิถีพิถันในการเก็บ มืออาชีพที่เก็บเหรียญชนิดนี้ต้องมีความตั้งใจสูง และหมั่นนำเหรียญออกมาดูบ่อยๆ ลงทุนหา กล่องใส่เหรียญดี ๆหาตู้เก็บเหรียญเป็นที่ เป็นทาง หากซื้อไว้แล้วเก็บไม่ดี เหรียญนิเกิลขัดเงา หรือเหรียญเงินขัดเงาจะเป็นรอยได้ง่าย ถ้าใส่ในตลับไว้นานๆ ไม่ได้ใส่กล่อง กลับมาดูอีกที หน้าเหรียญจะมีรอยคราบดำ ๆ จากการที่อากาศเข้าไปทำปฏิกิริยากับเหรียญแม้จะอยู่ในตลับ หากเก็บแล้วลืมก็มีสิทธิเหรียญดำได้ เหรียญขัดเงาจึงเก็บยาก ต้องมีความตั้งใจเก็บอย่างประณีตจริง ๆ
๓) นักสะสมแบบเก็บไปขายไป
นักสะสมหลายท่านที่เก็บไปได้สักระยะหนึ่ง จะเริ่มรู้แหล่งที่มาของเหรียญ ว่าเขาซื้อหาได้ที่ไหนในราคาถูกตามตลาดที่ขายของเก่าใหญ่ๆ ทั้งที่ในกรุงเทพและต่างจังหวัด หรือรู้จักร้านที่ขายในราคาขายส่ง หรือมีพ่อค้าที่ขายส่งให้หากสั่งของเขาจำนวนมาก
หากคิดที่จะทำการค้าเหรียญอย่างแรกเลยก็ต้องมีทุนเพื่อนำไปซื้อเหรียญแต่ละชนิดราคาที่ออกมา จำเป็นต้องศึกษาด้วยว่าวาระไหนเป็นเหรียญตัวติดหายากราคาแพง เหรียญชนิดไหนที่นักสะสมเขานิยมเล่นกัน หากไปกว้านซื้อเหรียญที่เขาไม่นิยม และมีจำนวนผลิตมาก ๆ ซื้อไว้ก็ติด เงินจมขายไม่ออก เหล่านี้เป็นเทคนิคที่ต้องหมั่นถามพ่อค้าด้วยกันเอง นี่เฉพาะเหรียญในรัชกาลปัจจุบัน หากคิดที่จะซื้อขายเหรียญนอกรัชกาลนี้แล้วยิ่งต้องมีเทคนิคมากขึ้นอีก เพราะนอกจากจะมีเงินแล้วต้องดูเป็นด้วยว่าแท้หรือไม่แท้ หากซื้อมาไม่แท้ก็เจ๊งได้เหมือนกัน แล้วประเภทที่รู้ว่าไม่แท้ยังเอาไปหลอกขายต่อในราคาสูง ถือว่าไม่ใช่พ่อค้า แต่เป็นแค่คนขี้โกงคนหนึ่งเท่านั้นเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่จะเป็นทั้งพ่อค้าเหรียญและนักสะสมในขณะเดียวกัน ถามว่าผิดไหมที่นักสะสมจะเป็นพ่อค้าไปด้วยไม่ผิดหรอก เพราะเขาเหล่านั้นเมื่อมีช่องทางหาเงินที่จะนำไปซื้อเหรียญที่ตนตั้งใจจะเก็บแต่ก็ไม่มีเงินถุงเงินถัง ก็ต้องหาวิธีที่จะต่อยอดความตั้งใจของตนให้ถึงฝั่งฝันหากไม่อยากซื้อต่อจากพ่อค้า ขอแนะนำแหล่งที่สามารถซื้อเหรียญได้ในราคาต้นทุนที่สำคัญก็คือ หน่วยจ่ายแลกเหรียญของกรมธนารักษ์ ในกรุงเทพจะมีแหล่งใหญ่ๆ ในต่างจังหวัด คือ
๑.หน่วยจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ สำนักบริหารเงินตรา กรมธนารักษ์ ถนนจักรพงษ์.หรือชื่อย่อว่า บต.
๒. ศาลาเครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญกษาปณ์ ในวัดพระแก้ว
๓. หน่วยจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์กระทรวงการคลัง
๔. อาคารจำหน่ายของที่ระลึก สำนักกษาปณ์ ถนนวิภาวดี-รังสิต หรือโรงกษาปณ์รังสิต
ส่วนในต่างจังหวัดก็จะมี
๑. สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ทุกจังหวัด
๒. ศาลาธนารักษ์ ๑ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
๓. ศาลาธนารักษ์ ๒ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
พูดถึงแหล่งที่จะหาเหรียญได้ในราคาถูกมีหลายที่ แต่เมื่อได้ของมาแล้ว จะทำอย่างไรที่จะปล่อยของให้ไวเพื่อจะได้ไม่เก็บไว้นานจนขาดสภาพคล่อง หลายคนหาแผงขายตามตลาด แต่นั้นต้องมีเวลาไปนั่งเฝ้าร้าน หลายท่านประกาศขายในเว็บ สร้างเว็บไซค์ของตนเอง ก็เป็นวิธีการที่ชาญฉลาด เพราะหากมีลูกค้าประจำแล้วก็สบาย บางท่านซื้อของในเว็บประมูล หรือEbay มาได้สักพักจนรู้วิธีการซื้อวิธีการขาย เมื่อนำเหรียญไปลงขายในเว็บ ต้องศึกษาวิธีการส่งของและวิธีการโอนเงินให้ดีๆ เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหากับลูกค้าเรื่องไม่ได้รับของ หรือไม่สามารถโอนเงินได้ เมื่ออยู่ตัวแล้วได้เงินมา ก็ไปซื้อเหรียญที่ตนอยากได้ ซึ่งคุ้มกับการลงทุนลงแรง หากทำได้และมีลูกค้าประจำจะเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่าพ่อค้าแล้ว หลักการซื้อมาถูก ขายแพง เป็นเรื่องธรรมดาของโลกทุนนิยม ย่อมต้องการกำไรจากการลงทุน แต่ในอาชีพพ่อค้าที่ดำรงชีวิตอย่างสัมมาอาชีพแล้ว ต้องมีจรรยาบรรณในอาชีพ คือต้องไม่เอากำไรมากจนเกินงาม หรือต้องไม่ปั่นกระแสราคาของจนน่าเกลียด และที่เป็นบาป คือการกักตุนของไว้มาก ๆ พอได้โอกาสก็รีบปล่อยของเพื่อทำกำไร อย่างนี้ชีวิตมีแต่ติดลบ ต้องไปชดใช้กันหลายภพหลายชาติ ทำการค้าให้สบายใจเอากำไรแต่พอเพียง ชีวิตจะสดใสกว่าเยอะเลย
๔) นักสะสมแบบเก็บตามความเชื่อ
 
นักสะสมบางท่านอะไรที่เป็นรัชกาลที่ ๕ หรือรัชกาลที่ ๙ เก็บหมด นั่นก็เป็นเพราะเชื่อในพระบารมีของพระมหากษัตริย์ ที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองพระองค์ หลายท่านเมื่อมีเหรียญ ของเสด็จพ่อ ร.๕ หรือ ร.๙ ไว้บูชาแล้วเชื่อว่าจะทำมาค้าขึ้น หรืออยู่รอดปลอดภัยในชีวิตประจำวัน บางท่านอาจเจอ ปาฏิหาริย์ เรื่องของการแคล้วคาดจากอุบัติเหตุ หรือภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง เมื่อประสพกับตนหรือครอบครัว และมีความเชื่อว่าเหรียญที่ตนแขวนนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยให้เป็นอย่างที่ตนต้องการ หรือพ้นจากสิ่งที่ตนไม่ต้องการ ทำให้เกิดความเชื่อและเถิดทูล เข้าตำราด้วยพระปรีชาและบารมีขอพระองค์ ทรงเผื่อแผ่ ยิ่งแท้ สิริมงคลจึงได้มีความศรัทรา หามาบูชาทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ใส่กรอบแขวนคอ หรือเหน็บติดไว้กับตัว ไปแห่งหนตำบลใดก็อุ่นใจทำให้วงการพระเครื่องรวมเหรียญของเสด็จพ่อ ร. ๕ และรัชกาลที่ ๙ เข้าเป็นเหรียญพระด้วย ราคาในการหาเช่าบูชาจึงใกล้เคียงกับราคาพระเครื่องไปโดยปริยาย เหรียญที่เก็บด้วยความเชื่อของรัชกาลปัจจุบันนั้น นอกจากจะเก็บบูชาเพราะอิทธิฤทธิ์
ปาฏิหาริย์แล้ว ประสพนิกรชาวไทยที่มีหัวใจเป็นคนไทยจริง ๆ ยังเก็บและบูชาด้วยความศรัทรา องค์ในหลวงที่ท่านบันดาล ความอยู่ดีกินดีให้แก่ราษฎร เก็บเพื่อบอกแก่ลูกแก่หลานว่าในหลวงท่านได้ทำอะไรให้แก่ประเทศไทยบ้างโดยสามารถศึกษาได้จากพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ปรากฏในเหรียญตามวโรกาสต่างๆ ที่ออกมา เมื่อเรามีความเชื่อว่าท่านสร้างทำแต่สิ่งดีให้แก่มวลมนุษย์ ความเชื่อนั้นก็จะสืบทอดแก่ลูกหลานของเรา เป็นตำนานกล่าวขานต่อไปมิรู้จบ
๕) นักสะสมแบบศึกษาตำรา เก็บอย่างรู้คุณค่า
นักสะสมที่จะเดินทางมาถึงประเภทนี้ได้ต้องใช้เวลาสะสมชั่วโมงบินมาหลายสิบปี ในความตั้งใจใฝ่ตำราศึกษาหาความรู้ และวิชาการดูเหรียญ รวมทั้งศึกษาประวัติของการออกเหรียญในวาระนั้นๆ เป็นอย่างดี รุ่นนี้ต้องยกให้เป็นครูหรืออาจารย์ อย่างภาษาวัยรุ่นเรียกว่า ขั้นเทพเมื่อได้รู้จักหรือได้พูดคุยด้วยทำให้เราได้ความรู้จากท่าน และแนวทางการดูเหรียญ รวมทั้งกำลังใจจากท่านเหล่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่มีอะไรก็จะบอกแบบไม่หวงความรู้ บางท่านมีอายุมากแล้วเก็บมานานจนไม่รู้จะเก็บอะไรแล้ว บางท่านมีกำลังทรัพย์มาก จะเก็บเหรียญหายากขึ้น ให้ครบตามที่มีในแต่ละชุดนั้นๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นความประสงค์ของท่านก็เพื่อ ตั้งใจทำพิพิธภัณฑ์ เหรียญกษาปณ์ ไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาเหรียญของไทย ซึ่งเป็นความตั้งใจที่ดี น่ายกย่องมาก แต่เส้นทางของนักสะสมไม่ได้รวยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป บางรายอาจจะเดินมาได้แค่ครึ่งทางแล้วหยุด จะด้วยปัญหาอะไรก็แล้วแต่ เขายังได้ชื่อว่าเป็นนักสะสม คงมีส่วนน้อยที่จะก้าวมาถึงจุดที่ตนคิดว่า “พอแล้วนั่นคือการได้ศึกษาเส้นทางของการออกเหรียญ จนถึงเวลาที่ตนไม่สามารถจะตามเก็บต่อไปไหวแล้ว ท่านก็คงจะวางมือ แขวนกล้องส่อง หาผู้สืบทอด เรื่องจะเอาออกขายยกชุดนั้นคงเป็นเรื่องที่ทำใจยากมากสำหรับคนที่รักเหรียญ แต่ก็มีที่พออิ่มในการเก็บเหรียญแล้วขายทิ้งหมด แล้วหันไปเล่นอย่างอื่นต่อไป นอกจากประเภทของนักสะสม ๕ ประเภทนี้ อาจมีบางท่านที่คิดว่าตนไม่ได้อยู่ในประเภทไหนเลยขอเวลาบอกกล่าวเล่าขานให้ฟังสักนิดซิว่า ท่านเป็นนักสะสมประเภทไหน
..........................................................................................................................................

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

รายชื่อเหรียญ ราคา 1,2,5,10,20 บาท ในสมัยรัชกาลที่ 9


1.รายชื่อเหรียญ 1 บาท สมัย รัชกาลที่ 9 มีทั้งหมด 22 แบบ แบ่งเป็นเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน 6 แบบ เหรียญกษาปณ์ ที่ระลึก 16 แบบ  มีรายชื่อดังนี้ครับ
 เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน 6 แบบ
1. เหรียญ 1 บาท ตราแผ่นดิน ปี 2500
2. เหรียญ 1 บาท ตราแผ่นดิน ปี 2505
3. เหรียญ 1 บาท ตราครุฑ ปี 2517
4. เหรียญ 1 บาท เรือหงส์ ปี 2520
5. เหรียญ 1 บาท วัดพระแก้ว ปี 2525
6. เหรียญ 1 บาท วัดพระแก้ว ปัจจุบัน ปีแรกคือ ปี 2529
 เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 16 แบบ
1. เหรียญ 1 บาท เสด็จนิวัติพระนคร ปี 2504
2. เหรียญ 1 บาท 3 รอบ ในหลวง ปี 2506
3. เหรียญ 1 บาท เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ปี 2509
4. เหรียญ 1 บาท เอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 6  ปี 2513
5. เหรียญ 1 บาท FAO. (ไถนา) ปี 2515
6. เหรียญ 1 บาท สถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ปี 2515
7. เหรียญ 1 บาท องค์การอนามัยโลก (W.H.O) ปี 2516
8. เหรียญ 1 บาท SEAP GAME ครั้งที่ 8 ปี 2518
9. เหรียญ 1 บาท สมเด็จย่า 75 พรรษา ปี 2518
10. เหรียญ 1 บาท FAO. (โปรยข้าว) ปี 2520
11. เหรียญ 1 บาท เจ้าฟ้าสิรินธรทรงสำเร็จการศึกษา ปี 2520
12. เหรียญ 1 บาท สถาปนาพระเทพรัตนราชสุดาฯ ปี 2520
13. เหรียญ 1 บาท พระบรมทรงสำเร็จการศึกษา ปี 2521
14. เหรียญ 1 บาท เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 8 ปี 2521
15. เหรียญ 1 บาท FAO. (รวงข้าว) ปี 2525
16. เหรียญ 1 บาท กาญจนาภิเษก ปี 2539
2.รายการเหรียญ 2 บาท สมัย รัชกาลที่ 9 มีทั้งหมด 43 รายการ ประกอบด้วย เหรียญ กษาปณ์หมุนเวียน 1 แบบ และ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 41 แบบ มีดังนี้
เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน 1 แบบ
1. เหรียญ 2 บาท วัดภูเขาทอง เริ่มใช้ปี 2548 – ปัจจุบัน
เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 41 แบบ
1.เหรียญ 2 บาท ฟ้าหญิงจบเกษตรฯ -- 19 ก.ค. 2522
2. เหรียญ 2 บาท SEA Games #13 -- 8-17 ธ.ค. 1985
3.เหรียญ 2 บาท ปีต้นไม้ฯ -- 2528 – 2531
4. เหรียญ 2 บาท ปีเยาวชนฯ -- 1985
5. เหรียญ 2 บาท เจ้าฟ้านักวิจัย -- 24 ต.ค. 2529
6. เหรียญ 2 บาท ปีสันติภาพฯ -- 1986
7.เหรียญ 2 บาท 100 ปี ร.ร. นายร้อย จปร. -- 5 ส.ค. 2530
8.เหรียญ 2 บาท 5 รอบ ในหลวง -- 5 ธ.ค. 2530
9.เหรียญ 2 บาท 72 ปี การสหกรณ์ -- 26 ก.พ. 2531
10.เหรียญ 2 บาท 100 ปี ร.พ.ศิริราช -- 26 เม.ย. 2531
11.เหรียญ 2 บาท รัชมังคลาภิเษก -- 2 ก.ค. 2531
12. เหรียญ 2 บาท 36 พรรษา พระบรมฯ -- 28 ก.ค. 2531
13.เหรียญ 2 บาท 72 ปี จุฬาฯ -- 26 มี.ค. 2532
14. เหรียญ 2 บาท 100 ปี ศิริราชแพทยากร -- 5 ก.ย. 2533
15. เหรียญ 2 บาท 90 พรรษา สมเด็จย่า -- 21 ต.ค. 2533
16.เหรียญ 2 บาท สุขภาพดีฯ -- 17 ธ.ค. 2533
17. เหรียญ 2 บาท 100 ปี กรมบัญชีกลาง -- 2533
18. เหรียญ 2 บาท 36 พรรษา พระเทพฯ -- 2 เม.ย. 2534
19. เหรียญ 2 บาท 80 ปี ลูกเสือไทย -- 1 ก.ค. 2534
20.เหรียญ 2 บาท แมกไซไซ(พระเทพฯ) -- 31 ส.ค. 2534
21.เหรียญ 2 บาท สมมงคลเท่า ร.4 -- 18 พ.ย. 2534
22.เหรียญ 2 บาท 100 ปี พระราชชนก -- 1 ม.ค. 2535
23. เหรียญ 2 บาท 100 ปี ก.ยุติธรรม -- 25 มี.ค. 2535
24. เหรียญ 2 บาท 100 ปี ก.เกษตรฯ -- 1 เม.ย. 2535
25.เหรียญ 2 บาท 100 ปี ก.มหาดไทย -- 1 เม.ย. 2535 .
26.เหรียญ 2 บาท 60 ปี รัฐสภา -- 28 มิ.ย. 2535
27. เหรียญ 2 บาท 5 รอบ ราชินี -- 12 ส.ค. 2535
28. เหรียญ 2 บาท หนึ่งศตวรรษ ฝึกหัดครู -- 12 ต.ค. 2535
29. เหรียญ 2 บาท 50 ปี ธ.แห่งประเทศไทย -- 10 ธ.ค. 2535
30. เหรียญ 2 บาท 100 ปี อัยการ -- 1 เม.ย. 2536
31. เหรียญ 2 บาท 60 ปี กรมธนารักษ์ -- 23 พ.ค. 2536
32. เหรียญ 2 บาท 100 ปี ร.7 -- 8 พ.ย. 2536
33.เหรียญ 2 บาท 100 ปี สภากาชาด -- 2536
34.เหรียญ 2 บาท 60 ปี ราชบัณฑิตฯ -- 31 มี.ค. 2537
35.เหรียญ 2 บาท 60 ปี ม.ธรรมศาสตร์ -- 27 มิ.ย. 2537
36.เหรียญ 2 บาท 120 ปี ที่ปรึกษาฯ(กฤษฎีกา) – 2537
37.เหรียญ 2 บาท 50 ปี FAO -- 2538
38.เหรียญ 2 บาท ปีสิ่งแวดล้อมอาเซียน -- 2538
39.เหรียญ 2 บาท ปีแห่งเทคโนฯ(IT) -- 2538
40.เหรียญ 2 บาท 100 ปี พยาบาล -- 12 ม.ค. 2539
41.เหรียญ 2 บาท กาญจนาภิเษก -- 9 มิ.ย. 2539
3.เหรียญ  5 บาท สมัย รัชกาลที่ 9 มีทั้งหมด 22 แบบ แบ่งเป็น เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน 5 รายการ และ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 17 รายการ มีดังนี้
เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน ทั้งหมด 5 รายการ
1. เหรียญ 5 บาท 9 เหลี่ยม ปี 2515                                                                                                                                                                                
2. เหรียญ 5 บาท ครุฑเฉียง ปี 2520,2522
3. เหรียญ 5 บาท ครุฑตรง ปี 2525
4. เหรียญ 5 บาท เรือหงส์ ปี 2530,2531
5. เหรียญ 5 บาท ที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบัน
เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ทั้งหมด 17 แบบ
1. 50 พรรษา ในหลวง -- 5 ธ.ค. 2520
2. ASIAN Games #8 -- 1978
3. สมโภชเดือนฯ องค์ภาฯ -- 11 ม.ค. 2522
4. CERES (FAO) -- 12 ส.ค. 2523
5. 80 พรรษา สมเด็จย่า -- 21 ต.ค. 2523
6. ราชานุสาวรีย์ ร.7 -- 10 ธ.ค. 2523
7. 100 ปี ร.6 -- 1 ม.ค. 2524
8. World Food Day (FAO) -- 16 ต.ค. 2525
9. สมโภชกรุงฯ 200 ปี -- 2525
10. 75 ปี ลูกเสือโลก -- 1982-1983
11. 84 พรรษา สมเด็จย่า -- 21 ต.ค. 2527
12. 5 รอบ ในหลวง -- 5 ธ.ค. 2530
13. 200 ปี ร.3 -- 2530
14. รัชมังคลาภิเษก -- 2 ก.ค. 2531
15. 5 รอบ ราชินี -- 12 ส.ค. 2535
16. SEA Games #18 -- 9-17 ธ.ค. 2538
17. กาญจนาภิเษก -- 9 มิ.ย. 2539
4.รายการเหรียญ 10 บาท 47 รายการ
1. ครองราชย์ 25 ปี (รัชดาฯ) -- 9 มิ.ย. 2514 (เหรียญนี้เป็นเนื้อเงินเหรียญเดียวครับ ที่เหลือเป็นนิกเกิลทั้งหมด)
2. อภิเษกฯ พระบรมฯ-โสมฯ -- 3 ม.ค. 2520
3. บัณฑิตพระองค์แรกฯ -- 2520
4. ฟ้าหญิงจบเกษตรฯ -- 19 ก.ค. 2522
5. 80 พรรษา สมเด็จย่า -- 21 ต.ค. 2523
6. 30 ปี พุทธฯโลก(W.F.B.) -- 2523
7. ครองราชย์ 2 เท่าของ ร.4 -- 9 มิ.ย. 2524
8. 50 พรรษา ราชินี -- 12 ส.ค. 2525
9. 75 ปี ลูกเสือโลก -- 1982-1983
10. 100 ปี ไปรษณีย์ -- 4 ส.ค. 2526
11. 700 ปี ลายสือไทย -- 2526
12. 84 พรรษา สมเด็จย่า -- 21 ต.ค. 2527
13. 72 ปี ธ.ออมสิน -- 1 เม.ย. 2528
14. ปีต้นไม้ฯ -- 2528 - 2531
15. เจ้าฟ้านักวิจัย -- 24 ต.ค. 2529
16. กล้วยไม้อาเซียน #6 -- 7-14 พ.ย. 2529
17. ชนบทวัฒนา(A.I.T.) -- 21 ก.ค. 2530
18. 100 ปี ร.ร. นายร้อย จปร. -- 5 ส.ค. 2530
19. 5 รอบ ในหลวง -- 5 ธ.ค. 2530
20. 72 ปี การสหกรณ์ -- 26 ก.พ. 2531
21. 100 ปี ร.พ.ศิริราช -- 26 เม.ย. 2531
22. รัชมังคลาภิเษก -- 2 ก.ค. 2531
23. 36 พรรษา พระบรมฯ -- 28 ก.ค. 2531
24. 72 ปี จุฬาฯ -- 26 มี.ค. 2532
25. 100 ปี ศิริราชแพทยากร -- 5 ก.ย. 2533
26. 90 พรรษา สมเด็จย่า -- 21 ต.ค. 2533
27. สุขภาพดีฯ -- 17 ธ.ค. 2533
28. 100 ปี กรมบัญชีกลาง -- 2533
29. 36 พรรษา พระเทพฯ -- 2 เม.ย. 2534
30. 80 ปี ลูกเสือไทย -- 1 ก.ค. 2534
31. แมกไซไซ(พระเทพฯ) -- 31 ส.ค. 2534
32. สมมงคลเท่า ร.4 -- 18 พ.ย. 2534
33. 100 ปี พระราชชนก -- 1 ม.ค. 2535
34. 100 ปี ก.ยุติธรรม -- 25 มี.ค. 2535
35. 100 ปี ก.มหาดไทย -- 1 เม.ย. 2535
36. 100 ปี ก.เกษตรฯ -- 1 เม.ย. 2535
37. 60 ปี รัฐสภา -- 28 มิ.ย. 2535
38. 5 รอบ ราชินี -- 12 ส.ค. 2535
39. หนึ่งศตวรรษ ฝึกหัดครู -- 12 ต.ค. 2535
40. 50 ปี ธ.แห่งประเทศไทย -- 10 ธ.ค. 2535
41. 100 ปี อัยการ -- 1 เม.ย. 2536
42. 60 ปี กรมธนารักษ์ -- 23 พ.ค. 2536
43. 100 ปี ร.7 -- 8 พ.ย. 2536
44. 100 ปี สภากาชาด -- 2536
45. 60 ปี ราชบัณฑิตฯ -- 31 มี.ค. 2537
46. 60 ปี ม.ธรรมศาสตร์ -- 27 มิ.ย. 2537
47. 120 ปี ที่ปรึกษาฯ(กฤษฎีกา) -- 2537
5.รายการเหรียญ 10 บาท สองสี
เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน 1 แบบ มีรายการดังนี้
1. เหรียญ 10 บาท สองสี เริ่มออกใช้ ปี 2531-ปัจจุบัน
เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 52 แบบ มีรายการดังนี้
1. การพัฒนาอย่างยั่งยืนฯ (Agricola) -- 6 ธ.ค. 2538
2. วิจัยข้าวนานาชาติ -- 5 มิ.ย. 2539
3. กาญจนาภิเษก -- 9 มิ.ย. 2539
4. 100 ปี ร.5 ประพาสยุโรป -- 2540
5. มหาราช ร.3 -- 31 มี.ค. 2541
6. ASIAN Games #13 -- 6-20 ธ.ค. 2541
7. 100 ปี ร.พ. กลาง -- 2541
8. 125 ปี กรมศุลกากร -- 4 ก.ค. 2542
9. 6 รอบ ในหลวง -- 5 ธ.ค. 2542
10. 100 ปี กรมแพทย์ทหารบก -- 7 ม.ค. 2543
11. 50 ปี สนง.พัฒนาการเศรษฐฯ -- 15 ก.พ. 2543
12. 80 ปี ก.พาณิชย์ -- 20 ส.ค. 2543
13. 100 ปี สมเด็จย่า -- 21 ต.ค. 2543
14. 100 ปี กรมที่ดิน -- 17 ก.พ. 2544
15. 90 ปี วชิรพยาบาล -- 2 ม.ค. 2545
16. 90 ปี กรมทางหลวง -- 1 เม.ย. 2545
17. 60 ปี กรมการค้าภายใน -- 5 พ.ค. 2545
18. 100 ปี กรมชลประทาน -- 13 มิ.ย. 2545
19. 75 พรรษา ในหลวง -- 5 ธ.ค. 2545
20. 90 ปี ธ.ออมสิน -- 1 เม.ย. 2546
21. 80 พรรษา พระพี่นางฯ -- 6 พ.ค. 2546
22. 100 ปี กรมจเรทหารบก -- 6 พ.ค. 2546
23. 150 ปี ร.5 -- 20 ก.ย. 2546
24. เอเปค #11 -- 20-21 ต.ค. 2546
25. พลังแผ่นดินฯ -- 3 ธ.ค. 2546
26. ลูกเสือโลก #20 -- 2546
27. 70 ปี ราชบัณฑิตฯ -- 31 มี.ค. 2547
28. 70 ปี ม.ธรรมศาสตร์ -- 27 มิ.ย. 2547
29. 6 รอบ ราชินี -- 12 ส.ค. 2547
30. CITES COP #13 -- 2-14 ต.ค. 2004
31. 200 ปี ร.4 -- 18 ต.ค. 2547
32. สิ่งแวดล้อมโลก #3 (IUCN) -- 17-25 พ.ย. 2547
33. 72 ปี เลขาฯ ครม. -- 2547
34. 100 ปี ขนส่งทหารบก -- 7 ก.พ. 2548
35. 72 ปี กรมธนารักษ์ -- 23 พ.ค. 2548
36. สมโภชเดือนฯ พระองค์เจ้าทีปังกรฯ -- 17 มิ.ย. 2548
37.130 ปี ตรวจเงินแผ่นดิน -- 18 ก.ย. 2548
38.80 พรรษา เจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ -- 24 พ.ย. 2548
39.ลูกเสือเอเซียฯ #25 -- 2548
40.รางวัลอาหารปลอดภัย สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
41.150 ปี เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมีฯ -- 13 ม.ค. 2549
42..ครองราชย์ 60 ปี -- 9 มิ.ย. 2549
43.100 ปี กรมพระธรรมนูญ -- 12 ก.ย. 2549
44. 100 ปี ธนาคารแห่งแรก(ไทยพาณิชย์) – 30 ม.ค. 2550
45. 100 ปี กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ – 6 ก.พ. 2550
46. 50 ปี เทคนิคการแพทย์ไทย – 29 มิ.ย. 2550
47. 75 พรรษา สมเด็จพระราชินี – 12 ส.ค. 2550
48. กีฬามหาวิทยาลัยโลก ฤดูร้อน – 8-18 ส.ค. 2550
49. การประชุมสมาคมศาลปกครองรหว่างประเทศ ครั้งที่ 9 – 22-24 พ.ย. 2550
50. กีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 24 – 6-15 ธ.ค. 2550
51. 80 พรรษา ในหลวง – 5 ธ.ค. 2550
52. 120 ปี โรงพยาบาลศิริราช – 26 เม.ย. 2551
6.รายการเหรียญ 20 บาท 46 รายการ
 1. 3 รอบ ในหลวง -- 5 ธ.ค. 2506 (เป็นเนื้อเงินครับ)
2. 108 ปี ก.กลาโหม -- 8 เม.ย. 2538
3. 120 ปี ก.ต่างประเทศ -- 14 เม.ย. 2538
4. 6 รอบ พระพี่นางฯ -- 6 พ.ค. 2538
5. 50 ปี สันติภาพ -- 16 ส.ค. 2538
6. 80 ปี กรมสรรพากร -- 2 ก.ย. 2538
7. การพัฒนาอย่างยั่งยืนฯ (Agricola) -- 6 ธ.ค. 2538
8. 120 ปี สตง. -- 2538
9. 75 ปี ก.พาณิชย์ -- 2538
10. 120 ปี ก.การคลัง 2538
11. 50 ปี FAO – 2538
12. ปีสิ่งแวดล้อมอาเซียน -- 2538
13. ปีแห่งเทคโนฯ(IT) -- 2538
14. 100 ปี พยาบาล -- 12 ม.ค. 2539
15. วิจัยข้าวนานาชาติ -- 5 มิ.ย. 2539
 16. กาญจนาภิเษก -- 9 มิ.ย. 2539
17. 100 ปี รถไฟฯ -- 26 มี.ค. 2540
18. 84 ปี ธ.ออมสิน -- 1 เม.ย. 2540
19. 50 ปี ทหารผ่านศึก -- 3 ก.พ. 2541
20. 84 ปี ตรวจเงินแผ่นดิน -- 18 ก.ย. 2542
21. 6 รอบ ในหลวง -- 5 ธ.ค. 2542
 22. 33rd Annual Meeting ADB -- 6-8 May 2000
23. สมมงคลฯเท่า ร.1 -- 23 พ.ค. 2543
24. 100 ปี สมเด็จย่า -- 21 ต.ค. 2543
25. 84 ปี จุฬาฯ -- 26 มี.ค. 2544
 26. 72 ปี ก.พ. -- 1 เม.ย. 2544
 27. 100 ปี ธนบัตรออกใช้ฯ -- 2445 - 2545
28. 50 ปี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ -- 12 มี.ค. 2545
 29. 100 ปี ร.ร. นายร้อยตำรวจ -- 19 เม.ย. 2545
 30. 50 พรรษา พระบรมฯ -- 28 ก.ค. 2545
31. 75 พรรษา ในหลวง -- 5 ธ.ค. 2545
32. 80 พรรษา พระพี่นางฯ -- 6 พ.ค. 2546
 33. 150 ปี ร.5 -- 20 ก.ย. 2546
 34. 6 รอบ ราชินี -- 12 ส.ค. 2547
35. 200 ปี ร.4 -- 18 ต.ค. 2547
36. 50 พรรษา พระเทพฯ -- 2 เม.ย. 2548
37. 72 ปี กรมธนารักษ์ -- 23 พ.ค. 2548
38. 100 ปี หอสมุดฯ -- 12 ต.ค. 2548
39. 50 ปี ฝนหลวงฯ -- 14 พ.ย. 2548
40. 80 พรรษา เจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ -- 24 พ.ย. 2548
41. ครองราชย์ 60 ปี -- 9 มิ.ย. 2549
42. UNPD -- 12 เม.ย. 2550
43. 84 พรรษา พระพี่นางฯ -- 6 พ.ค. 2550
44. 75 พรรษา ราชินี 12 ส.ค. 2550
45. 80 พรรษา ในหลวง 5 ธ.ค. 2550
46. พระบิดาแห่งมรดกไทย 2551
7..รายการเหรียญ 50 บาท 7 รายการ
1 20 ปี พุทธฯโลก (W.F.B.) 2514
2 100 ปี พิพิธภัณฯ 2517
3 อนุรักษ์ธรรมชาติฯ 2517
4 การพัฒนาอย่างยั่งยืนฯ (Agricola) 6 ธ.ค. 2538
5 50 ปี ร.ร. นายเรืออากาศ 7 พ.ค. 2546
6 50 ปี สำนักข่าวกรองฯ 1 ม.ค. 2547
7 1 พรรษา พระองค์เจ้าทีปังกรฯ 29 เม.ย. 2549
8.รายการเหรียญ 100 บาท 4 รายการ
1 อนุรักษ์ธรรมชาติฯ 2517
2 100 ปี ก.การคลัง 2518
3 ธ.โลก+IMF 1991
4 ลูกเสือโลก #33 19-23 Jul 1993